ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะและอาคารสำนักงาน กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (THAI HEALTH PROMOTION FOUNDATION)

ที่ตั้งโครงการ99/8 ซอยงามดูพลี แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ
ปีที่ออกแบบ-ก่อสร้างแล้วเสร็จ2551-2552
สถาปนิกอาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์
ร่วมออกแบบ บริษัท แปลน สตูดิโอ จำกัด
เจ้าของโครงการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
วิศวกรโครงสร้างบริษัท เอช เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
วิศวกรงานระบบบริษัท ทีดีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ด จำกัด
ภูมิสถาปนิกบริษัท เอคซ์ไซท์ ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด
วิศวกรระบบแสงสว่างบริษัท ไบโออาร์คิเทค จำกัด
ผู้รับเหมาก่อสร้างบริษัท เอ็นแอล ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
ผู้รับเหมางานระบบบริษัท เอเอสเอ จำกัด
พื้นที่อาคาร24,600 ตารางเมตร
ค่าก่อสร้าง560 ล้านบาท

ความเป็นมา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. มีภารกิจในการส่งเสริมการสร้างสุขภาวะ โดยเน้นการมีสุขภาวะที่ดีพร้อมทั้งกาย จิตใจ สังคม และทางปัญญา เพื่อระบบสุขภาพที่ดีของชาวไทยอย่างยั่งยืน มีพันธกิจในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาขบวนการสร้างสริมสุขภาพอันนำไปสู่สุขภาวะยั่งยืนของประชาชนและสังคมไทย มีความประสงค์ที่จะสร้าง ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะและอาคารสำนักงานขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กร และเป็นพื้นที่สาธิตให้ประชาชนเข้าใจและร่วมกระบวนการเรียนรู้ในการสร้างเสริมสุขภาวะของ สสส. อย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายและการเข้าสู่เป้าหมายในงานออกแบบทางสถาปัตยกรรม

1.

สร้างสถาปัตยกรรมที่สนองต่อวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์ และภารกิจของสสส. ด้วยการเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาวะอย่างเป็นรูปธรรม

สุขภาวะทางใจ

  • ออกแบบให้มีพื้นที่ “อาศรมสุขภาวะ” สำหรับบุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานกิจกรรมการภาวนา ในบริเวณสำคัญของอาคารเพื่อสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์แก่ผู้ใช้งานและผู้มาเยือน
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อาคารทุกกลุ่มด้วยพื้นที่พบปะ พูดคุย เรียนรู้ และทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งในพื้นที่สาธารณะและส่วนสำนักงาน
  • สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อาคารได้สัมผัสและซึมซับพลังจากธรรมชาติผ่านโถงทางเข้า พื้นที่สวนภายในอาคาร และ Garden Balcony ในส่วนต่างๆของอาคาร

สุขภาวะทางกาย

  • สร้างสภาวะน่าสบายภายในอาคารและบริเวณโดยรอบ ด้วยวิธีธรรมชาติ (PASSIVE DESIGN) เพื่อประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  • สนับสนุนให้ผู้ใช้อาคารมีโอกาสในการออกกำลังกาย ด้วยการ บันไดเชื่อมระหว่างชั้นให้มีความร่มรื่น สร้างแรงจูงใจในการเดินแทนการใช้ลิฟต์ และ
  • ออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ มีพื้นที่สีเขียวและต้นไม้เพื่อสร้างความร่มเย็น และบรรยากาศที่ร่มรื่นให้กับผู้ใช้สอยอาคาร รวมถึงการกำหนดให้มี GARDEN BALCONY และ URBAN FARM ROOF

2.

สอดคล้องกับวิถีการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรของ สสส. ในการเป็นองค์กรสาธารณะแห่งการเรียนรู้

  • เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ระหว่างผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ รวมถึงบุคคลภายนอก ผ่านโถงบันไดมิตรภาพที่เอื้อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างชั้น รวมถึงการออกแบบให้มี TRANSITION SPACE และห้องประชุมเพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ ที่สามารถเข้าถึงและมองเห็นกันและกันได้จากบริเวณโถงกลาง

  • จัดลำดับความสัมพันธ์ของที่ว่างจาก PERSONAL SPACE สู่ COMMUNUAL SPACE และ PUBLIC SPACE เพื่อเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิ ในการทำงาน และการเรียนรู้ส่วนตัวด้วย

  • ออกแบบอาคารให้มีลักษณะโปร่ง โล่ง เชื้อเชิญ แสดงถึงความโปร่งใส จริงใจ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง ทั้งต่อผู้ใช้งานและผู้มา

  • เปิดพื้นที่ 4 ชั้นล่างให้เป็นพื้นที่ใช้สอยและจัดกิจกรรมสำหรับสาธารณะ โดยการกำหนดให้ส่วนสำนักงานอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร สื่อนัยยะถึงการเป็น “องค์กรสาธารณะ” ที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของ

3.

เป็นสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน และเมือง

  • เว้นที่ว่างด้านหน้าและด้านข้างของอาคารให้มากที่สุด เพื่อลดความรู้สึกหนาแน่นให้กับพื้นที่รอบข้างที่เป็นเขตชุมชน และเปิดเป็น PUBLIC POCKET SPACE ให้กับเมือง

  • กำหนดความสูงอาคารไม่เกิน 5 ชั้น และมีระยะถอยร่นโดยรอบ เพื่อลดผลกระทบทางสายตาต่อพื้นที่โดยรอบ และไม่ให้อาคารมีสัดส่วนที่ข่มอาคารข้างเคียง

  • ออกแบบอาคารให้มีรูปทรงโปร่ง เบา มีที่ว่างเชื่อมต่อกับบริเวณโดยรอบ และออกแบบให้มีที่ว่างและต้นไม้ใหญ่รอบอาคาร เพื่อให้สัมผัสที่อ่อนโยนกับพื้นที่โดยรอบ

  • เลือกใช้วัสดุก่อสร้างและพื้นผิวที่เป็นธรรมชาติ เช่น อิฐ หิน และไม้ ให้ความรู้สึกที่อบอุ่น อ่อนโยนต่อผู้ใช้งาน สร้างความคุ้นเคย ไม่แปลกแยก

4.

เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความเป็นไทยอย่างร่วมสมัย

  • ถอดรหัสภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้นที่แสดงออกถึงความเคารพธรรมชาติ และสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศมาใช้ในการออกแบบ ทั้งการ
    กันแดด กันฝน และการเปิดพื้นที่โล่งเพื่อระบายอากาศ

  • นำองค์ประกอบตกแต่งสถาปัตยกรรมที่เป็นภูมิปัญญาของไทยมาใช้ในอาคาร เช่น การตกแต่งภาพจิตรกรรมฝาผนังในพื้นที่สำคัญ การจัดวางประติมากรรม บริเวณด้านหน้าอาคารและอาศรมสุขภาวะ รวมถึงการใช้แผงกันแดดที่นำรูปแบบมาจากงานเครื่องจักสานของไทย

5.

สร้างสถาปัตยกรรมสีเขียว (GREEN ARCHITECTURE) ให้เป็นต้นแบบการมีสุขภาวะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สร้างอาคารต้นแบบเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการอยู่อาศัยในสภาวะน่าสบายที่อิงกับธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน โดยมีเป้าในการยื่นรับการประเมินอาคารเขียว LEED ระดับ PLATINUM จากสภาอาคารเขียวแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. GREEN BUILDING COUNCIL) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • รูปทรงอาคารและการกันแดด (BUILDING FORM & SOLAR ORIENTATION)
    ออกแบบอาคารให้มีลักษณะโอบล้อมพื้นที่โถงกลางเพื่อให้ร่มเงาอาคารช่วยบังแดดให้สามารถใช้พื้นที่โถงกลางได้ในเวลากลางวัน และช่วยให้อาคารบังเงากันเอง (SELF-SHADING) ร่วมกับการออกแบบแผงกันแดดบริเวณริมนอกอาคารที่ได้รับการคำนวณมุมองศาดวงอาทิตย์ (SOLAR GEOMETRY) อย่างแม่นยำ ด้วยโปรแกรม ECOTECT ANALYSISและการติดตั้งระบบแผงกันแดดอัตโนมัติให้หมุนพลิกตามทิศทางของดวงอาทิตย์ตลอดเวลา (SUN TRACKING SHADING DEVICE) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับประเทศไทย
  • การเปิดรับลมธรรมชาติ (NATURAL VENTILATION)
    ออกแบบผังอาคารให้โปร่งโล่งคล้ายเรือนไทย ให้ลมสามารถไหลผ่านพื้นที่ภายในอาคารได้จากทุกทิศทางอย่างมีประสิทธิภาพผ่านคอร์ทกลาง โถงบันได และโถง ทางเดินต่างๆ โดยการศึกษาวิเคราะห์ทิศทางลมร่วมกับการจำลองการเคลื่อนไหวลมผ่านโปรแกรม CFD (COMPUTATIONAL FLUID DYNAMICS) จนได้ทิศทางและขนาดของช่องเปิดที่เหมาะสมเพื่อให้คอร์ทกลางมีลมธรรมชาติตลอดเวลา
  • ผนังอาคารและหลังคา (HIGH-EFFICIENT ENVELOPE)
    ระบบเปลือกอาคารที่สามารถกันการถ่ายเทความร้อนได้ดี โดยการติดตั้งฉนวนที่ผนังและหลังคา การจัดให้มีพื้นที่พักผ่อนและเรียนรู้สวนหลังคา (URBAN FARM ROOF) ที่ช่วยดูดซับรังสีดวงอาทิตย์และเพิ่มความเย็นให้กับอาคาร รวมถึงการใช้กระจกประสิทธิภาพสูงชนิด INSULATE LOW-E แสงธรรมชาติและระบบไฟฟ้าแสงสว่าง (DAYLIGHTING & LIGHTING) ด้วยการออกแบบแผงกันแดดที่เหมาะสมจึงสามารถเปิดให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในอาคารได้มาก รวมถึงการออกแบบ LIGHT SHELF ที่ช่วยกระจายแสงธรรมชาติสู่พื้นที่ใช้งาน และการออกแบบไฟแสงสว่างที่มีประสิทธิภาพสูงในระบบ TASK & ANBIENT LIGHTING ที่ช่วยถนอมสายตาและประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ ยังมีการนำแสงธรรมชาติมาใช้ในส่วนพื้นที่จอดรถใต้ดินซึ่งตามปกติต้องเปิดไฟตลอดเวลาผ่านปล่องนำแสง หรือ LIGHT TUBE และ ม้านั่ง SKYLIGHT ที่ได้รับ
    การออกแบบเป็นพิเศษจากสนามหญ้าด้านบน
  • ระบบปรับอากาศ (AIR-CONDITIONING & VENTILATION SYSTEM)
    ติดตั้งระบบปรับอากาศที่สามารถปรับกำลังผลิตความเย็นได้เหมาะสมกับการใช้งานโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการติดตั้งร่วมกันทั้งระบบ WATER COOLED WATER CHILLER สำหรับพื้นที่สำนักงานทั่วไป และระบบ VARIABLE REFRIGERANT FLOW (VRF) สำหรับห้องประชุมใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำ ร่วมกับการติดตั้ง CO2 SENSOR ที่ตรวจจับปริมาณก๊าซ
  • คาร์บอนไดอ็อกไซด์ที่ปล่อยมาจากผู้ใช้อาคาร เพื่อคำนวณปริมาณอากาศบริสุทธิ์ที่จะนำเข้ามาเติมได้อย่างเพียงพอและไม่สิ้นเปลืองพลังงาน
    ด้วยระบบ DEMAND CONTROL VENTILATION (DCV) การตกแต่งภายในและวัสดุ (GREEN MATERIALS & DECORATION) ตกแต่งภายในอาคารด้วยวัสดุที่มีส่วนผสมรีไซเคิลเช่น GREEN BOARD และวัสดุที่ธรรมชาติที่โตไวปลูกทดแทนได้ (RENEWABLE MATERIAL) เช่น หวาย ไม้ไผ่ และไม้ไผ่อัด (PLYBOO) รวมถึงการใช้กาว ซิลิโคน สี และสารเคลือบผิวที่ปลอดสารพิษ
  • การรีไซเคิลน้ำทิ้ง (WATER RECYCLE SYSTEM)
    ติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียโดยแยกท่อน้ำทิ้งเพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการกรองด้วยระบบ ULTRAFILTRATION และนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อรดน้ำต้นไม้ ราดส้วม และเติมน้ำในหอผึ่งเย็นของระบบปรับอากาศ (COOLING TOWER) ทำให้ช่วยประหยัดน้ำประปาได้กว่า 40% และลดการปล่อยน้ำเสียอีกกว่า 50% รวมถึงการติดตั้งระบบน้ำหยดในพื้นที่สวนที่ช่วยลดการใช้น้ำเพื่อลดต้นไม้ได้กว่า 50%
  • การใช้พลังงานทดแทน (RENEWABLE ENERGY)
    ติดตั้งระบบผลิตพลังงานจากโซลาร์เซลล์บริเวณหลังคาคลุมคอร์ทกลางที่มีลักษณะเอียงเป็นฟันเลื่อยทำมุมเอียง 15 องศาไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นมุมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรับพลังงาน
  • แสงอาทิตย์ตลอดทั้งปี
    ทำให้ประหยัดพลังงานได้กว่า 55,000 kWh / ปีการตรวจสอบและประกันคุณภาพระบบอาคาร (COMMISSIONING) มีระบบผู้ตรวจสอบการติดตั้งและทดสอบระบบอาคารอย่างเข้มงวด รวมถึงการติดตั้งมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าที่ใช้ และที่ผลิตได้จากแผงโซลาร์เซลล์ โดยนำมาแสดงผล
    บนจอมอนิเตอร์บริเวณ
  • บันไดทางขึ้นอาคารเพื่อสร้างความรับรู้และตระหนักในการใช้พลังงานตลอดเวลา
    การประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
    จากการจำลองการใช้พลังงานของอาคารด้วยโปรแกรม VisualDOE ได้ผลว่าอาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะนี้สามารถลดการใช้พลังงานลงได้ 30% เมื่อเทียบกับมาตรฐานการใช้พลังงาน ASHRAE 90.1-2007 ซึ่งเป็นมาตรฐานการออกแบบพลังงานสำหรับอาคารโดยสมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งสหรัฐอเมริกา