สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด

ที่ตั้งโครงการ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน
ปีที่ออกแบบ-ก่อสร้างแล้วเสร็จ 2549-2551
สถาปนิก อาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์
เจ้าของโครงการ กระทรวงการต่างประเทศ
วิศวกรโครงสร้าง บริษัท เอช. เอ็นจิเนียร์ จำกัด
วิศวกรงานระบบ บริษัท แปลน เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
สถาปนิกตกแต่งภายใน บริษัท ออกัสท์ ดีไซน์ จำกัด Ltd.
ผู้รับเหมาก่อสร้าง China State Construction Engineering Corp. Limited. Pakistan Branch
ขนาดที่ดิน 8 ไร่ 1 งาน 46 ตารางวา
พื้นที่ใช้สอย 11,407 ตารางเมตร
ค่าก่อสร้าง พร้อมครุภัณฑ์ 298 ล้านบาท

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด เป็นอาคารที่มุ่งหวังสถาปนา “ความเป็นไทย” ขึ้นในรัฐอิสลามอย่างเหมาะสม อีกทั้งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานและอยู่อาศัยที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีทั้งทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ ให้กับบุคลากรของสถานเอกอัครราชทูต ที่จำเป็นต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปปฏิบัติหน้าที่ในดินแดนอันห่างไกลและมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง

ความเป็นมา

สถาปนิกได้รับการติดต่อจากกระทรวงต่างประเทศให้ดำเนินการออกแบบทำเนียบและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน  ในพื้นที่ซึ่งประเทศปากีสถานได้จัดสรรให้สถานทูตแต่ละประเทศได้มาอยู่ร่วมกัน เพื่อความสะดวกในการควบคุมรักษาความปลอดภัย โดยมีความต้องการในการใช้งานประกอบด้วย อาคารที่ทำการของสถานทูต ห้องประชุมต่างๆ สำหรับกิจกรรมของสถานทูตแล้ว รวมถึงส่วนที่พักอาศัย ได้แก่ ทำเนียบเอกอัครราชทูต บ้านพักอัครราชทูตผู้ช่วย บ้านพักเจ้าหน้าที่ทูตและครอบครัว สโมสรสำหรับส่วนพักอาศัย เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว และเพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องปฏิบัติงานในประเทศที่มีสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง

การตั้งเป้าหมายเชิงคุณค่า

1. สถาปัตยกรรมที่นำเสนอ “พุทธธรรม” ภูมิปัญญาอันเป็นคุณค่าที่ภาคภูมิใจสูงสุดของชาติไทยอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและแยบคาย ด้วยบทบาทของสถานเอกอัครราชทูต  ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของชาติในการปฏิสัมพันธ์กับมิตรประเทศ อีกทั้งประเทศปากีสถานเป็นที่ตั้งของเมืองตักศิลา  เมืองมหาวิทยาลัยที่สำคัญในอดีตของพุทธศาสนา สถาปนิกจึงกำหนดเป้าหมายในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้  ให้เป็นสถาปัตยกรรมที่นำเสนออัตลักษณ์ ภูมิปัญญา อันเป็นคุณค่าที่ภาคภูมิใจสูงสุดของชาติไทย คือพระพุทธศาสนา ท่ามกลางบริบทของรัฐอิสลามที่มีข้อห้ามในการแสดงออกทางความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่าง  ได้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตนและแยบคาย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สะท้อนถึงการมีความสัมพันธ์อันสูงสุดระหว่างเพื่อนมนุษย์ต่างวัฒนธรรม

2. สถาปัตยกรรมที่สืบสานภูมิปัญญาในการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไทย มาใช้อย่างสอดคล้องกับบริบทของสถานที่ตั้ง สถาปนิกตั้งเป้าหมายให้สถาปัตยกรรมสถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับบริบทภูมิประเทศ  ภูมิอากาศของสถานที่ตั้ง เพื่อสื่อถึงโลกทัศน์ของความเป็นหนึ่งเดียว อ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติแวดล้อม อันเป็นหัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไทย

3. สถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือน “วัด” เป็นที่พักพิงอันปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศปากีสถาน  ย่อมต้องส่งผลต่อสภาพจิตใจของบุคลากรภายในองค์กรที่ไม่สามารถเดินทางออกไปภายนอกได้สะดวกเนื่องจากความไม่ปลอดภัย  สถานเอกอัครราชทูตแห่งนี้จึงต้องทำหน้าที่เป็นที่พักพิงที่ปลอดภัย นำมาซึ่งความมีสุขภาวะที่ดีทั้งทางกาย ใจ และจิตวิญญาณแก่บุคลากรทุกคน

แนวคิดและการตอบสนองต่อเป้าหมาย

1. ถอดรหัสรูปแบบการวางผังของตักศิลา กลุ่มอาคารทางพุทธศาสนาดั้งเดิมอายุกว่า 1500 ปี  ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศปากีสถาน ที่มีลักษณะของการเน้นแนวแกนความสัมพันธ์ และการวางผังของพื้นที่ใช้งานปิดล้อมคอร์ทที่เป็นจุดศูนย์กลางของพื้นที่แต่ละส่วนอย่างชัดเจน มาใช้ในการออกแบบวางผัง เป็นเสมือนการสืบทอดและสถาปนาเมืองตักศิลาขึ้นใหม่ ในยุคสมัยปัจจุบัน

2. ถอดรหัสสัดส่วนและรูปทรงของหอไตรวัดสระไตรนุรักษ์ สถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาที่มีความงดงามและสะท้อนถึงภูมิปัญญาของชาติไทยมาใช้ในรูปแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของส่วน PAVILION บริเวณที่เป็นเสมือนหัวใจของสถานเอกอัครราชทูตระหว่างส่วนพักอาศัยและส่วนสำนักงาน ทำหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยนิทรรศการที่นำเสนอคุณค่าซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนาแก่ผู้มาเยือน รวมถึงสร้างโอกาสในการศึกษาธรรมะแก่บุคลากรของสถานทูตที่จะต้องเดินผ่านในวิถีชีวิตประจำวัน

3. นำวิธีคิดในการอยู่ร่วมอย่างสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไทยมาใช้ โดยการถอดรหัสรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของปากีสถาน ที่มีลักษณะหนัก ทึบมีช่องเปิดน้อยปิดล้อมคอร์ทภายในอาคาร สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศ และสร้างจากวัสดุธรรมชาติในพื้นที่มาใช้เป็นองค์ประกอบหลักของกรอบภายนอกอาคาร เพื่อป้องกันความร้อนและเอื้อให้เกิดการระบายอากาศแก่พื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร รวมถึงสร้างความกลมกลืนไม่แปลกแยกกับสภาพบริบทโดยรอบ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นกรอบภาพที่สร้างมุมมองในการเข้าถึง PAVILION ไม่ให้เด่นชัดเพื่อลดทอนความสำคัญด้านสายตาสำหรับผู้ที่ผ่านไปมาจากถนนภายนอก  ด้วยรูปแบบช่องเปิดที่มีความน่าสนใจเช่นเดียวกับซุ้มประตูของพระวิหารวัดศรีชุมอีกด้วย

4. ออกแบบวางผังให้มีคอร์ท คอร์ทน้ำ และพื้นที่สวนที่ร่มรื่นอยู่ภายใน เป็นเสมือน OASIS ที่สร้างสภาวะน่าสบายและความสดชื่นให้กับพื้นที่ใช้สอยทั้งในส่วนที่พักอาศัยและส่วนสำนักงานที่เรียงรายอยู่โดยรอบ

5. ถอดรหัสสัดส่วนและองค์ประกอบระเบียงคตของวัดไทยมาใช้เป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมให้กับระเบียงทางเดินโดยรอบคอร์ทและพื้นที่สวน รวมถึงการติดตั้งผลงานทางศิลปะที่สื่อถึงพุทธประวัติและหลักธรรมในพุทธศาสนา เพื่อสร้างโอกาสและแรงจูงใจในการศึกษาหลักธรรมทางพุทธศาสนาและส่งเสริมพัฒนาการด้านจิตวิญญาณ เสมือนการอยู่วัดให้กับบุคลากรในวิถีชีวิตประจำวันรวมถึงแขกผู้มาเยือน

6. ออกแบบให้ภายในอาคารมีพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ทั้งพื้นที่ออกกำลังกาย พักผ่อน และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ อย่างเพียงพอครบครัน เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีสุขภาวะที่ดีทั้งทางกายและใจ

7. ออกแบบอาคารโดยคำนึงถึงลักษณะแดดจัดของประเทศปากีสถาน ให้เกิดแสงเงาที่สร้างมิติความน่าสนใจให้กับอาคารและส่งผลต่อความรู้สึกต่างๆของผู้ใช้อาคาร อาทิเช่น มุมมองในการเข้าถึง การเน้นแสง BACKLIGHT บริเวณคอร์ท เป็นต้น