ระพี สาคริก ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๕
………………………………
ภายในจิตใต้สำนึกของวิญญาณคนท้องถิ่น ที่รำลึกถึงอดีตของชีวิตและสังคม ย่อมบ่งบอกถึงความมั่นคงของคนและชาติบ้านเมืองในอนาคต
เมื่อพูดถึงการเกษตรไม่มีชาติไหนเจริญไปแล้ว ก่อนจะรู้สึกห่วงแหนการเกษตรของตนอย่างสุดชีวิต
ทั้งนี้เนื่องจากการเกษตร ถ้าลงมือปฏิบัติจากความจริงที่อยู่ในใจแล้ว ย่อมมีผลทำให้คนท้องถิ่น รักแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเพิ่มมากยิ่งขึ้น
แผ่นดินถิ่นเกิดของมนุษยชาติ เป็นสื่อธรรมชาติที่เชื่อมโยงความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชนเอาไว้ ได้อย่างเป็นหนึ่งเดียวกันหมด
ชาติใดไร้รักสมัครสมาน
จะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล
ถ้าชาติย่อยยับอับจน คนจะสุขอยู่ได้อย่างไร
การเกษตรเป็นสิ่งที่มีบทบาทสร้างความมั่นคง ให้แกพื้นฐาน เศรษฐกิจที่ลึกซึ้งเหนือเงินตรา และผลที่ได้รับจากการทำเกษตรย่อมนำไปสู่ การรู้คุณค่าของชีวิตตนเอง อย่างสำคัญที่สุด
ก่อนอื่นคงต้องนำเอาภาษิตโบราณที่กล่าวไว้ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” จากพื้นฐานแนวคิดความเชื่อที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าเธอหลงเดินตามกระแสสังคมของโลก บ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราก็จำเป็นต้องสูญเสียให้กับคนชาติอื่นไปอย่างไม่มีใครจะช่วยได้
ในอดีตการเกษตรของไทยอุดมสมบูรณ์และเข้มแข็ง แต่มาบัดนี้ คำพังเพยดังกล่าว มนได้กลายไปเป็นอดีตแล้ว
ทั้งนี้เนื่องจากถูกป่าคอนกรีตที่เกิดจากกิเลสของมนุษย์โดยกำเนิด เพราะความไม่รู้จักพอ อย่างเช่นที่โบราณกล่าวไว้ว่า “ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา มนุษย์ขี้เหม็นเขี้ยวเข็นเทวดา”ภาวะครอบงำที่อยู่ในวิถีการจัดการเท่าที่ผ่านพ้นมาแล้ว ทำให้คนท้องถิ่นคิดดิ้นรนแก้ไขเพื่อเอาตัวรอดออกมาสู่อิสรภาพ
เมืองไทยเคยมีการเกษตรเป็นพื้นฐานของชีวิตของคนท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นถ้าใครจะคิดมายึดครองชาติบ้านเมือง เพื่อหวังประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็หนีไม่พ้นที่จะคิดทำลายการเกษตร เป็นเป้าหมายสำคัญ
ถ้าหวนกลับไปนึกถึงชาวนาชาวไร่ของไทยในอดีต แม้ในช่วงนั้นยังไม่มีการส่งคนรุ่นหลังไปศึกษาต่อในเมืองฝรั่ง หากจะถามว่าคนแต่ก่อนมีความรู้เรื่องเกษตรหรือเปล่า ถ้าเป็นคนรู้เท่าทันต่อสถานภาพความเป็นจริง ก็ต้องสอบสวนกลับไปว่า “ถ้าคนโบราณไม่มีความรู้เรื่องการเกษตรแล้วก็คงไม่สามารถเลี้ยงลูกหลานให้เติบโตขึ้นมาบนพื้นฐานตัวเอง เช่นทุกวันนี้ ดังเช่นที่หลักธรรมได้ชี้ไว้ว่า “ถ้าไม่มีวันนั้น ย่อมไม่มีวันนี้”
จากเนื้อหาสาระดังกล่าว ถ้าใครนึกไม่ถึงก็คงต้องสารภาพความจริงว่า “แม้จะมีความรู้ แต่ก็ขาดการรู้เท่าทัน”สิ่งนี้เองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับมันเสมือนเป็น ศัตรูร้าย แต่เราก็สู้มันไม่ได้ ที่อาจเรียกว่า “มันเป็นภาวะสมยอมที่เกิดขึ้นในรากฐานจิตใจคนท้องถิ่น”
ในปัจจุบันหลายฝ่ายที่สำนึกได้ กำลังดิ้นรนให้พ้นจากอิทธิพลของแอกที่มีการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอาวุธเพื่อเข้ามาครองการศึกษาเกษตรของไทย หลายฝ่ายกำลังดิ้นรนเพื่อแสวงหาการทำเกษตรอินทรีย์
แต่ก็มีอิทธิพลที่แฝงอยู่ในการจัดการศึกษาเกษตรเอาไว้อย่างแน่นหนา รวมทั้งบริษัทธุรกิจข้ามชาติที่พยายามเข้ามาใช้กลยุทธ์แสวงหากำไรจากการถือครองความคิดเหนือชีวิตคนท้องถิ่น
ผู้เขียนเรื่องนี้ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า “สิ่งใดก็ตามที่มนุษย์ได้กระทำลงไปแล้ว ถ้าจะถอยหลังกลับมาปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่ มันก็ไม่ใช่ของง่าย”
แต่ก็มีสัจธรรมอีกบทหนึ่งซึ่งกล่าวไว้ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์ผู้มีความวิริยะอุตสาหะจะกระทำไม่ได้ หากผู้คิดที่จะกระทำลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังโดยไม่รู้สึกท้อถอย แม้ตัวจะตายก็ยอมได้”
การจัดการศึกษาของเกษตรกรไทยได้เริ่มความคิดขึ้นมาจากพื้นฐานความเป็นครู ดังจะเห็นได้ว่า แต่ก่อนได้มีการจัดการศึกษาการเกษตรขึ้นมาจากสังกัดกรมฝึกหัดครูของกระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ)
เมื่อพูดถึงปรัชญาความเป็นครูแล้ว ควรจะมีเหตุผลสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ซึ่งแต่ก่อนเรามีโรงเรียนฝึกหัดครูเกษตรกรรมเกิดขึ้นในภาคต่างๆ ของประเทศ ภาคใต้มีอยู่ที่คอหงส์ จังหวัดสงขลา ภาคกลางมีอยู่ที่บางกอกน้อย ส่วนภาคอีสานนั้นมีอยู่ที่โนนวัดในเขตจังหวัดนครราชสีมา
เมื่อพูดถึงความเป็นครูแล้ว ถ้าเข้าใจได้ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณมันมีอิทธิพลในการสร้างสรรค์สังคมเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด แต่เมื่อพูดถึงวิญญาณความเป็นครูแล้ว ความรู้ความเข้าใจที่ควรจะลึกซึ้งถึงธรรมชาติก็ยังถูกครอบงำได้ด้วยอิทธิพลวัตถุ ทำให้เข้าใจได้แต่เพียงว่า ครูคือคนสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน ซึ่งสิ่งนี้เองก็ควรจะถือว่าเป็นสภาวะความถดถอยซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในสังคม
เมื่อพูดถึงเกษตรอินทรีย์ซึ่งควรจะหมายถึงเกษตรธรรมชาติ แม้บรรพบุรุษของไทยในอดีตก็ยังสามารถยืนยัดอยู่บนวัฒนธรรมดังกล่าวได้อย่างสง่างาม กระทั่งสิ่งที่ใกล้ตัวใกล้ใจคนท้องถิ่นแต่ละคนในอดีต ได้ถูกทำลายโดยอิทธิพลวัตถุข้ามชาติ มีผลทำให้คนรุ่นหลังมองข้ามไปอย่างดูถูกดูแคลน ทำให้สังคมไทยจำต้องสูญเสียคุณค่าอย่างหนัก
อาทิเช่น การที่ ก.พ. หรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้มีความคิดพื้นฐานที่กำหนดให้คนเรียนเก่งถูกส่งไปศึกษาวิชา เกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมืองลอสซ์แบนยอสในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งแท้จริงแล้วในขณะนั้นฟิลิปปินส์ก็เป็นทาสอิทธิพลวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา
ผู้เขียนได้ก้าวเข้าไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมเกษตรแม่โจ้ ซึ่งเกิดจากนโยบายของรัฐที่รวมตัวเอาวิทยาลัยครูเกษตรในแต่ละภาคของประเทศไทยเข้าไปไว้ในหมู่บ้านห้วยแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
สภาพดังกล่าวทำให้อดที่จะคิดไม่ได้ว่า เป็นการสูญเสียพื้นฐานการศึกษาเกษตรอย่างสำคัญ เรื่องแรกก็คือ การยุบโรงเรียนฝึกหัดครูที่กระจายอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศเข้าไปไว้ในที่เดียว คำว่าฝึกหัดครูก็หายไป ซึ่งหมายถึงวิญญาณความเป็นครูจำต้องสูญสิ้นไปด้วย
กลับอีกประเด็นหนึ่ง “การกระจายการศึกษาเกษตรสู่ท้องถิ่น”กลับหวนกลับมาสู่การรวมกันเป็นหนึ่งเดียว อย่างที่เรียกกันว่า การจัดการศึกษาแบบเอกเทศ ซึ่งคนในยุคปัจจุบันพยายามดิ้นรนที่จะกระจายทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่สังคมบนพื้นฐานความคิดที่อิสระทำให้เปิดกว้าง แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้นออกมาได้ ดังจะเห็นเป็นประจักษ์พยานได้ว่า สถาบันอุดมศึกษาทีมีการจัดการศึกษาเกษตรได้พยายามเปิดวิทยาเขตออกไปสู่ชนบท แต่ก็มีน้อยที่คิดใช้ชุมชนชาวบ้านเป็นห้องปฏิบัติการบนพื้นฐานการศึกษาทางสังคมชนบท
การจัดตั้งโรงเรียนเตรียมวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่แม่โจ้ครั้งนั้น ก็ยังใช้สถานที่นี้เป็นพื้นฐานการจัดการศึกษาเกษตรระดับอุดมศึกษาซึ่งอยู่ในเขตบางเขน นอกจากนั้นยังมีการกำหนดโครงสร้างให้มีสถาบันการศึกษาร่วมกับสถานีทดลองในด้านวิชาการทางเทคโนโลยี “ซึ่งโครงสร้างแบบนี้ได้ถูกกำหนดขึ้น จากการเดินตามกัน สหรัฐอเมริกา”
แม่โจ้ในครั้งนั้น ยังมีสภาพที่ทำให้นักศึกษาต้องทำงานหนัก แม้ดินก็มีคุณภาพที่ต่ำ แม้อยู่หอพักร่วมกันก็ยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ นอกจากนั้นผู้ที่เข้ามาศึกษาในแม่โจ้ ก็ยังได้รับสภาพแวดล้อมที่ต้องตรากตรำทำงานตั้งแต่เช้ามืดยันค่ำ แถมทุกคนยังต้องเผชิญกับไข้ป่าชุกชมอีกด้วย
วัตถุประสงค์ดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการฝึกฝนให้คนที่ทำงานเกษตรต้องมีความอดทนสูงในการดำรงชีวิตและการทำงานอีกครั้ง
มีความสามารถในการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเอง ซึ่งเรื่องนี้ผู้เขียนได้รับความรู้อีกอย่างหนึ่งว่า “คนที่มีความอดทนสูง ไม่จำเป็นที่จะต้องมีร่างกายกำยำลำสัน แม้คนที่มีร่างกายผอมบาง แต่มีจิตใจเข้มแข็งก็ยังสามารถสู้งานหนักได้”ดังนั้นเราจึงไม่ควรเอาเงื่อนไขที่อยู่ด้วยกันมาผูกติดกัน หากรู้จักเรียนรู้และแยกแยะได้อย่างอิสระ
ถัดจากนั้นมาประมาณ ๔-๕ ปี โรงเรียนกับสถานีทดลองก็มีการแตกแยกออกจากกันแบบไม่ดูดำดูดี สิ่งนี้เองที่สอนให้ฉันรู้ว่า การที่ไปเอาตัวอย่างมาจากที่อื่น โดยไม่นึกถึงการนำเอาพื้นฐานของตัวเองมาใช้รองรับ ในที่สุดมันก็ไม่มีความมั่นคงยั่งยืน
ถัดจากนั้นมาไม่กี่ปีแม่โจ้ที่เคยมีสภาพแวดล้อมเป็นพื้นฐานของการศึกษาเกษตรศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา ก็ถูกอิทธิพลผลกระทบจากวัตถุทำให้หลุดออกมาจากโครงสร้างเดิม ส่วนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่บางเขนก็ได้สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัย โดยปล่อยให้พื้นฐานตัวเองหลุดออกไปอยู่ต่างหาก ทำให้ แม่โจ้จำต้องหลุดลอยออกไปโดยไม่มียอดเป็นเวลาหลายปี ในที่สุดแม่โจ้ก็สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยอย่างสอดคล้องกับความรู้สึกของสังคมที่มีองค์กรการจัดการศึกษา ซึ่งต่างก็อยากเป็นมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว จากความรู้สึกที่ไม่น้อยหน้ากัน
ทิศทางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้บ่งบอกถึง การสูญเสียในระดับพื้นฐานอย่างเป็นขั้นตอน ถ้าจะมองภาพรวมของโครงสร้างทั้งหมด การจัดการศึกษาเกษตรของไทยได้กลายสภาพมาเป็นรูปร่างที่อาจเรียกกันว่า “หัวโต ขาลีบ”
นอกจากนั้นการศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเริ่มต้นจากคณะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการเกษตรโดยตรง เช่น คณะเกษตร คณะวรรณศาสตร์ คณะสหกรณ์ และคณะประมง ต่อมาได้แยกแยะออกไปสู่รายละเอียด เช่น เป็นคณะศึกษาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ฯลฯ ทำให้คน ซึ่งส่วนใหญ่ขาดรากฐานที่หยั่งลงลึก คิดว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่เกษตรศาสตร์ แต่เป็นการจัดการศึกษาทั่วไป ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิดไปจากความเป็นจริง
ซึ่งก็สมแล้วที่คนเรียกผ่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แม้จะเกิดในชนบทก็ไม่ยอมกลับไปรับใช้คนในชนบทเพื่อสร้างงานใหม่ๆ ที่อาจไม่เคยมีมาก่อน ทำให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายายซึ่งเคยทำอาชีพเกษตรกร เพื่อหาเงินมาเลี้ยงตนให้ได้เรียนหนังสือจนกระทั่งจบการศึกษาแล้วต้องระหกระเหินต่อมา โดยละทิ้งอาชีพการเกษตรไปทำอย่างอื่น ทำให้งานการเกษตรไม่อาจสืบทอดตลอดมาอย่างได้ผลที่อาจตอบสนองให้กับสังคมและประเทศชาติ
ผู้เขียนได้พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตนที่เกี่ยวข้อง ทำให้หยั่งรู้ความจริงได้ว่า แทนที่คณะต่างๆ จะผลิตคนออกสืบสานการเกษตร กลับเป็นคนที่มุ่งออกมารับใช้ในเมืองกรุง นอกจากนั้นคนรุ่นหลังๆ แม้แต่ครูอาจารย์ รวมถึงผู้บริหารส่วนใหญ่จะนิยมนั่งโต๊ะชี้นิ้ว โดยไม่ยอมลงพื้นดินมาฝึกฝนตัวเองให้มีคุณภาพในการเป็นแบบอย่างที่ได้ผลจริงจัง
วิถีการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางความคิดปละการปฏิบัติเท่าที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมด น่าจะเป็นตัวบ่งชี้อย่างสำคัญทำให้เห็นว่า การจัดการศึกษาเกษตรของไทยกำลังเปลี่ยนไปสู่สภาวะล่มสลายจนในที่สุดความคิดที่จะทำการเกษตรของคนไทย กลับไม่ยอมทำการเกษตรอีกต่อไป โดยมีหลีกสำคัญๆ ที่จะนำมาวิเคราะห์ได้ว่า คนในสังคมไทยส่วนใหญ่เสพติดอยู่กับความสบาย มากกว่าการที่จะหยั่งรู้ความจริงได้ว่า ความยากลำบากของชีวิตนั้น ทำให้รู้สึกท้าทายที่จะก้าวไปหามันอย่างผู้กล้าหาญ อีกทั้งเป็นสิ่งส่งเสริมพื้นฐานให้ตัวเองมีคุณค่าต่อสังคม ขึงนำปฏิบัติได้อย่างมีความสุข
© Arsom Silp Institute of the Arts
เลขที่ ๓๙๙ ซอยอนามัยงามเจริญ ๒๕ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ๑๐๑๕๐
โทรศัพท์.๐๒-๔๙๐-๔๗๔๘-๕๔ โทรสาร. ศึกษาศาสตร์ ๐๒-๔๙๐-๔๗๔๑ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ๐๒-๔๙๐-๔๗๔๒ • e-mail : admin@arsomsilp.ac.th