l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l

โครงการหอศิลป์ไม้ไผ่

โครงการออกแบบและก่อสร้างอาคารหอศิลป์ไม้ไผ่

สถาบันอาศรมศิลป์

 

หลักการและเหตุผล

วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นผลผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งในกระบวนการผลิตนั้นจำเป็นต้องใช้พลังงานสูง ก่อให้เกิดมลพิษทั้งทางน้ำและอากาศ รวมทั้งต้องอาศัยการขนส่งเป็นระยะทางไกลจากแหล่งผลิต พื้นที่จัดเก็บ ไปจนถึงสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งมีผลทำให้วัสดุก่อสร้างในปัจจุบันนั้นเป็นส่วนสำคัญในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ในขณะที่วัสดุธรรมชาติซึ่งเป็นวัสดุหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่ใช้พลังงานในการผลิตต่ำ และสามารถเติบโตทดแทนได้ เช่น ไม้ แต่เนื่องจากไม้นั้นใช้ระยะเวลาในการเติบโตและปริมาณการใช้ที่ไม่สมดุล ทำให้ป่าไม้ของประเทศซึ่งเคยมีอยู่มากกว่า ๗๐% ลดลงเหลือเพียง ๒๐%เป็นผลให้นำไปสู่การยกเลิกการสัมปทานป่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ เมื่อ ทำให้กลับถูกนำมาใช้จนไม่สามารถเติบโตขึ้นมาทดแทนได้ทัน ทำให้กลายเป็นวัสดุราคาแพงซึ่งต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ทำให้วัฒนธรรมการใช้ไม้ในการสร้างบ้านต้องเปลี่ยนไป

ไม้ไผ่ เป็นหนึ่งในวัสดุธรรมชาติที่สามารถพบได้ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เป็นพืชโตเร็วที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้แทบจะทุกส่วนและมีคุณประโยชน์ที่หลากหลาย สามารถตัดมาใช้ได้เมื่อมีอายุ ๓ –๕ ปี และหลังจานั้นสามารถตัดได้ต่อเนื่องทุกปีโดยไม่จำเป็นต้องปลูกใหม่ เนื่องจากไม้ไผ่เป็นไม้ที่งอกจากเหง้าขึ้นมาเป็นลำต้น โดยเหง้านั้นมีอายุเฉลี่ยประมาณ ๖๐ –๘๐ ปี รวมทั้งไม้ไผ่ ยังถือเป็นพืชที่ให้ผลผลิตสูงเมื่อเทียบกับต้นไม้ชนิดอื่น และสามารถที่จะดูดซับคาร์บอนจากบรรยากาศได้มาก (Körner, Morgan et al. 2007)อีกทั้งยังผลิตออกซิเจนได้มากกว่าพืชทั่วไปถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบพื้นที่เพาะปลูกที่เท่ากัน (Marsh and Smith 2007)

นอกเหนือจากประโยชน์ทางด้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและศักยภาพทางกายภาพที่ดีแล้ว ไม้ไผ่ยังถือเป็นวัสดุท้องถิ่นที่มีการใช้ประโยชน์ในวิถีชีวิตของสังคมมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้เรามีทั้งองค์ความรู้ และทักษะในการใช้งานไม้ไผ่อย่างมากมาย โดยเฉพาะการนำไม้ไผ่และหวายมาใช้ในการสร้างบ้านพักอาศัย ที่เรียกกันว่า “เรือนเครื่องผูก” แต่เนื่องจากขาดการพัฒนาต่อยอดเพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ทำให้ไม้ไผ่กลายเป็นเพียงวัสดุที่ใช้สำหรับการก่อสร้างอาคารชั่วคราว หรือไม่ก็กลายเป็นบ้านพักอาศัยสำหรับชาวชนบทผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น

จากศักยภาพที่มีอยู่อย่างมากในไม้ไผ่ ทำให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อนำไม้ไผ่มาใช้ก่อสร้างอย่างต่อเนื่องในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เช่น การศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกายภาพของไม้ไผ่ที่ใช้ในการก่อสร้างโดย Janssen (1981) การใช้ไม้ไผ่ในโครงสร้างอาคารพื้นถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับการศึกษาโดย Dunkelberg (1978) รวมทั้งมีสถาปนิกและวิศวกรซึ่งพยายามที่จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้วัสดุธรรมชาติในการออกแบบและก่อสร้างอาคาร การศึกษาโดย Frei Otto และคณะที่สถาบันศึกษาโครงสร้างน้ำหนักเบา [Institute for Lightweight Structure (Institut für Leichte Flächentragwerke, IL)] ซึ่งทำการศึกษาไม้ไผ่ทั้งในแง่ของความเป็นวัสดุธรรมชาติในการก่อสร้าง และในแง่ความเป็นโครงสร้างน้ำหนักเบา การศึกษาของพวกเขาได้ทำให้เกิดความสนใจในการใช้ไม้ไผ่เป็นวัสดุก่อสร้างอย่างกว้างขวางในชุมชนนักวิชาการในประเทศเยอรมัน (GaB et al 1985) การก่อสร้างในเชิงทดลองด้วยไม้ไผ่ใน IL และโดยนักวิจัยอื่น ๆ เช่น Baier (1985 & 1996) และ Minke (1985) ซึ่งแสดงให้เห็นการใช้ไม้ไผ่ในโครงสร้างผิวตารางในอาคารสมัยใหม่ (modern curved grid shell construction) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาได้ศึกษาการใช้ไม้ไผ่ในการก่อสร้างเพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย เช่นงานวิจัยของ Lopez (1985), Lozada (1985), Valez (Kries 2000) และ Stamm (2005) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มในประเทศแถบลาตินอเมริกา ซึ่งใช้ไม้ไผ่ในการแก้ปัญหาทางสังคมเรื่องการขาดแคลนที่อยู่อาศัย ในปัจจุบันเริ่มมีการพัฒนาไม้ไผ่เพื่อใช้นำมาผลิตเป็นวัสดุทางอุตสาหกรรม เฃ่น plybamboo และ laminated bamboo

นอกเหนือจากงานวิจัยทางเทคนิคแล้ว ยังมีสถาปนิก และช่างก่อสร้างในต่างประเทศที่พัฒนาการนำไม้ไผ่มาใช้ในการออกแบบและก่อสร้างอาคารไม้ไผ่ร่วมสมัย เช่น Simon Velez ซึ่งพัฒนาองค์ความรู้จากอาคารท้องถิ่นมาใช้กับการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น อาคาร Pavilion ในงาน World Expo ที่เมือง Vannover หรือ Jorg Stamm ช่างไม้ชาวเยอรมันซึ่งใช้เวลาเรียนรู้เทคนิควิธีการสร้างสะพานช่วงพาดกว้างด้วยไม้ไผ่มากกว่า ๒๐ ปี และได้พัฒนาเทคนิคจนสามารถสร้างสะพานช่วงพาดกว้างซึ่งยาวที่สุดในโลกถึง ๕๒ เมตร ที่ Pereiraประเทศโคลัมเบียซึ่งเป็นสะพานไม้ไผ่ช่วงพาดกว้างที่ยาวที่สุดในโลก หรือสถาปนิกชาวเอเชียที่ออกแบบงานไม้ไผ่ร่วมสมัย ยกตัวอย่างเช่น Vo Trong Nghiaสถาปนิกชาวเวียดนาม  และ Tay Kheng Soonสถาปนิกชาวสิงคโปร์

ในประเทศไทย งานวิจัยเกี่ยวกับไม้ไผ่ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างนั้นมีอยู่ไม่มาก เช่น การศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพของไม้ไผ่ เช่น การศึกษาพฤติกรรมการอ่อนตัวของลำไม้ไผ่ตง ของ บัญญัติ เฉิดฉิ้ม (2546) หรือ การศึกษาสมบัติทางกายภาพและเชิงกลของไม้ไผ่ตง ของ ฐิติกุล ภาคคีรี (2540)  งานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคนิคการก่อสร้างอาคารไม้ไผ่แบบท้องถิ่น เช่น การพัฒนาวัสดุหลังคาและผนังจากไม้ไผ่เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการก่อสร้าง ของ รุ่งคุณ ราศีนวล (2550) หรือ การศึกษา เทคนิคการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ไผ่ การออกแบบและสร้างอาคารตัวอย่าง ณ พื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ของ ทรงเกียรติ เที้ยธิทรัพย์(2545) และการวิจัยเพื่อการนำไม้ไผ่มาใช้ในการออกแบบอาคารสมัยใหม่ เช่น งานวิจัย ไม้ไผ่กับสถาปัตยกรรมที่เลือนหาย : การออกแบบศาลาประชาคม ของ กานต์ คำแก้ว (2546) ซึ่งเป็นงานวิจัยเพื่อหาแนวคิดเพื่อนำมาใช้ในการออกแบบสถาปัตยกรรม

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยก็มีโครงการก่อสร้างอาคารไม้ไผ่ร่วมสมัย เช่น Soneva Kiri Resort ที่เกาะกูด จังหวัดตราด โรงเรียนปัญญาเด่น จ.เชียงใหม่ โรงเรียนมีชัยพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอาคารทั้งหมดถึงแม้ว่าจะก่อสร้างในเมืองไทย แต่ไม่มีสถาปนิกไทยเป็นผู้ออกแบบแม้แต่ที่เดียว แสดงให้เห็นว่า แม้ไม้ไผ่จะเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมากมาย แต่สถาปนิกและวิศวกรคนไทยเองอาจยังขาดองค์ความรู้ที่จำเป็นที่จะนำมาใช้ในการออกแบบ

สถาบันอาศรมศิลป์ เป็นสถาบันการศึกษาในระดับปริญญาโทที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง ได้เล็งเห็นความสำคัญในการที่จะพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ประกอบกับความรู้ทางเทคนิคสมัยใหม่ เพื่อนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาปรับใช้ให้สมสมัย จึงมอบหมายให้คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมริเริ่มโครงการออกแบบและก่อสร้างหอศิลป์ไม้ไผ่ สถาบันอาศรมศิลป์ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมซึ่งมีอยู่ในประเทศ และเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งอาศัยโครงการนี้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาองค์ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ไผ่จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ สร้างเครือข่ายผู้ที่สนใจ นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารด้วยไม้ไผ่ รวมทั้งสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม   

 

ผู้รับผิดชอบโครงการ  ธนา อุทัยภัตรากูร

 

เป้าหมายโครงการ

            ใช้การสร้างอาคารหอศิลป์ไม้ไผ่ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายผู้สนใจไม้ไผ่ และกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารด้วยไม้ไผ่ ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต

วัตถุประสงค์

๑.      เพื่อก่อสร้างอาคารไม้ไผ่ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของไม้ไผ่ตามธรรมชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ได้พบเห็น

๒.      เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของการก่อสร้างไม้ไผ่ในประเทศไทย และนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับปัจจุบัน

๓.      เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับไม้ไผ่ในการก่อสร้าง เพื่อเป็นฐานในการศึกษา และพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบและก่อสร้างอาคารสมัยใหม่ด้วยไม้ไผ่ในอนาคต

๔.      เปิดโอกาสให้ สถาปนิก วิศวกร นักวิชาการ ช่างก่อสร้าง นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจในการนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ในการออกแบบและก่อสร้าง ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ในกระบวนการก่อสร้าง อันจะนำไปสู่การนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่มากในประเทศไทยมาใช้มากขึ้น

๕.      เพื่อสร้างแรงบันดาลในการที่จะทำการศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัสดุทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง

 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

๑.      ได้องค์ความรู้ที่สถาปนิก วิศวกร และช่างก่อสร้าง สามารถที่จะนำไปปรับใช้สำหรับการออกแบบและก่อสร้างอาคารไม้ไผ่

๒.      เกิดเครือข่ายผู้ที่สนใจการออกแบบและก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ ซึ่งจะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนและขยายองค์ความรู้ต่อไป

๓.      เกิดการเผยแพร่อาคารหอศิลป์ไม้ไผ่ รวมทั้งองค์ความรู้ที่ได้จากการออกแบบและก่อสร้างในวงกว้าง

 

คำสำคัญ

                สถาปัตยกรรมไม้ไผ่ร่วมสมัย หมายถึง อาคารไม้ไผ่ซึ่งมักจะมีลักษณะเป็นโครงสร้างแบบผิวเปลือก (Shell Structure)ไม่ใช่ลักษณะโครงสร้างแบบเสา-คานตามแบบสถาปัตยกรรมแบบพื้นถิ่น มักเป็นรูปทรงอิสระ มักประกอบไปด้วยส่วนโค้งแบบพาลาโบล่า เน้นที่การใช้ไม้ไผ่ท่อนยาวตามธรรมชาติ โดยไม้ไผ่ที่ใช้อาจมีลักษณะโค้ง บิดเบี้ยว หรือมีลักษณะปลายเรียว ขึ้นอยู่กับการออกแบบและลักษณะตามธรรมชาติของไม้ไผ่  

Share this post