ปรัชญาของ Big Picture School
ปรัชญาของการเข้าถึงความต้องการส่วนบุคคล วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
และการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร
โรงเรียน บิ๊กพิคเจอร์สคูล ให้ความสำคัญกับข้อตกลง ที่จะให้การศึกษา “เด็กเป็นรายบุคคล
โรงเรียนของเราได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยตระหนักว่า เด็กแต่ละคนมีความสนใจ ความต้องการและความสามารถที่แตกต่างกัน
การศึกษาควรให้ความสำคัญกับประเด็นนี้
เราเชื่อว่า กุญแจสู่ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ การสนับสนุนความสนใจที่แตกต่างกันของพวกเขา
และเกื้อหนุนกระบวนการเรียนรู้ที่เข้มข้น โรงเรียนบิ๊กจิคเจอร์สคูล
ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบที่จะก่อให้เกิด
ความรู้ความสามารถที่สามารถ นำไปใช้ได้ในชีวิตจริง
โรงเรียน บิ๊กพิคเจอร์สคูลแต่ละแห่งมีนักเรียนจำนวนไม่มาก
แต่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ โรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้
คาดว่าภายในเวลาสองถึงสี่ปีข้างหน้า จะแตกและเติบโต ในภูมิภาคนั้นๆ โรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูลทั้งหมด
จะเชื่อมโยงถึงกันหมดทางอินเตอร์เน็ต
ผู้ริเริ่มโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล ต่างเห็นพ้องที่จะใช้ปรัชญา การดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล
พวกเขาก่อตั้งโรงเรียนโดยที่องค์ประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้
๑. เรียนรู้จากโลกความเป็นจริง สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งของโรงเรียนเราคือการที่นักเรียนของเรา
ได้เรียนในโลกแห่งความเป็นจริง ส่วนประกอบหลักของการเรียนของเราคือ การเรียนผ่านการฝึกงาน
นักเรียนจะต้องฝึกงานอย่างน้อยสัปดาห์ละสองวัน เป็นเวลา สิบถึงสิบสองชั่วโมง
กับผู้เชี่ยวชาญที่จะให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาในงานนั้นๆ
นักเรียนต้องทำโปรเจ็คให้ลุล่วงและสำรวจตัวเองอย่างลุ่มลึก (โปรเจคนี้การฝึกงานนี้ควรให้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงแก่นักเรียน
แต่รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความช่วยเหลือด้วย) โปรเจ็คเหล่านี้คือรากฐานการเติบโตทางวิชาการ
โปรเจ็คเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน รวมถึงสามารถช่วยผู้รับนักเรียนไปช่วยงานได้จริง
๒. การเรียนรู้แบบปัจเจก การเรียนรู้ในโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล ไม่ถูกกำหนดโดยชั่วโมงเรียน หรือปีการศึกษา
นักเรียนได้รับการสนับสนุนให้วิ่งตามความสนใจและในขณะเดียวกัน
พวกเขาก็ได้เติบโตทางวิชาการด้วย การเรียนรู้เป็นรายบุคคลนั้น กว้างไกลกว่าเพียงแค่ “วิชาการ”
เรามองนักเรียนของเราอย่างเป็นองค์รวม นักเรียนทุกคนจะต้องสร้างแผนงานของตนเองในทุกๆ เทอม
กับกลุ่มเรียนรู้ของพวกเขา (นักเรียนด้วยกัน ผู้ปกครอง ครูที่ปรึกษา และใครก็ตามที่จะช่วยเอื้อต่อการเรียนรู้ของพวกเขา)
ในการประชุมแผนการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ จะไม่มีการสั่งบังคับและการลงโทษ
ครูมีหน้าที่ ที่จะต้องรู้จักนักเรียนดีพอ ที่จะผลักนักเรียนให้ได้เผชิญกับความท้าทายที่พอเหมาะ
กับพรมแดนศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนเพื่อให้พวกเขาได้เติบโต
นักเรียนมีหน้าที่ รับผิดชอบการตามหาแรงบันดาลใจของตน ในโลกความเป็นจริง และลงมือทำมัน
๓.การประเมินผลที่ไม่เหมือนใคร การเรียนรู้ในโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูลนั้น เราวัดผลกันที่คุณภาพของงาน
เรามีศรัทธาอย่างสูงในนักเรียนทุกๆ คน หลักการประเมินผลของเราปรับให้เข้ากับนักเรียนทุกๆ คน
และมาตรฐานโปรเจ็คที่นักเรียนเลือกในโลกความเป็นจริง (ตามที่ผู้รับเด็กไปฝึกงานประเมิน)
นักเรียนที่เข้าร่วมเรียนรู้ในกระบวนการของเรา มิได้ถูกประเมินโดยการสอบหรือให้เกรด
การประเมินผลในโรงเรียนของเรานั้น รวมถึงการแสดงผลงานของนักเรียนในที่สาธารณะทุกๆ เทอม หรือภาคเรียน
ที่นำไปสู่เส้นทางการเติบโต การพัฒนาคุณภาพงาน รวมถึงการเรียนรู้เชิงวิชาการในเบื้องลึก
มีการประชุมกับอาจารย์ที่ปรึกษาทุกสัปดาห์ การเขียนบันทึกรายสัปดาห์ และการรวบรวมผลงานเป็นรายปี
สิ่งเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นข้อมูลที่สถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา สามารถเข้าใจได้
๔.การบริหารโรงเรียน โรงเรียนบิ๊กพิเจอร์สคูลมีวิธีใช้ เวลา คน เครื่องไม้เครื่องมือ สถานที่ และทรัพยากรอื่นๆ ที่ไม่เหมือนใคร
หลักการบริหารของเราคือการสอนเด็กทีละคน การที่จะทำตามหลักการนี้
โรงเรียนหนึ่งแห่งจะมีเด็กนักเรียนไม่เกิน ๑๓๐ คน
นักเรียนไม่เกิน ๑๗ คน (เราแนะนำอย่างแข็งขันว่าควรจะเป็น ๑๕) ต่อครูที่ปรึกษาหนึ่งคน นักเรียนจะเรียนรู้แบบ ตัวต่อตัว
และเรียนรู้ในกลุ่มเรียนรู้ที่ไม่ใหญ่ ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาตามความสนใจของเขา ทั้งในและนอกโรงเรียน
โรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล นั้นบริหารงานโดยเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง
เนื่องจากเด็กนักเรียนของเราต้องเรียนรู้ผ่านการฝึกงาน หากเราไม่เชื่อมโยงกับชุมชนก็เป็นไปไม่ได้เลย
ที่นักเรียนของเราจะได้เรียนรู้อย่างแท้จริง ในโลกแห่งความเป็นจริง
๕.โครงสร้างการให้คำปรึกษา โครงสร้างการให้คำปรึกษานี้ถือว่าเป็น
แกนกลางที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ทั้งหมดของโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล
มันคือหัวใจของโรงเรียน โดยถูกเรียกว่า “บ้าน” และ “ครอบครัวแห่งที่สอง” โดยนักเรียน
ครูหนึ่งคนต่อเด็กสิบห้าคน
เด็กนักเรียนจะได้รับการดูแลโดยครูของเขาเป็นเวลาอย่างน้อย สองปี (โดยมากแล้วสี่ปี)
บทบาทของครูที่ปรึกษาคือการช่วยออกแบบแผนการเรียนรู้
แผนการฝึกงาน และการเติบโตภายในของเด็กเป็นรายบุคคล การที่ครูจะทำงานนี้ได้
พวกเขาจะต้องสร้างความสัมพันธ์กับทางครอบครัวของนักเรียน
(นี่รวมถึงการไปเยี่ยมที่บ้าน และการพบปะกับนักเรียนแบบตัวต่อตัว)
ถึงแม้ครูที่ปรึกษาจะไม่ได้เป็นผู้ “สอน” วิชาที่เด็กสนใจเรียนโดยตรง
แต่เขาหรือเธอจะเป็นผู้ช่วยสร้างวินัย และเกื้อหนุนเพื่อให้นักเรียนได้รับการตอบสนองความต้องการของพวกเขา
โปรเจ็คและกิจกรรมของพวกเขา ถึงที่สุดแล้วความสำเร็จของนักเรียน ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของครูที่ปรึกษา
ครูที่ปรึกษามักจะจัด “เวลาแห่งการให้คำปรึกษา” (ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงจนถึงหนึ่งชั่วโมง) ในช่วงเช้าและบ่าย
เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน เขาหรือเธอจะช่วยหนุนเสริม
ให้นักเรียนค้นพบความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้เชิงวิชาการ
สร้างเอกลักษณ์ให้กลุ่มเกิดกระบวนการเรียนรู้