เลียบทางเดินสู่โลกภายใน
ดาริกา ธารบัวสวรรค์
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาแบบองค์รวม
เวลาประมาณสามทุ่มของคืนวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ท่ามกลางความมืด อากาศหนาวเย็น และอยู่ตามลำพังในเต็นท์บนดอยของบ้านสบลาน ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการ “ธรรมชาติวิจักขณ์ ”ของสถาบันอาศรมศิลป์ ฉันรู้สึกขนลุกไปตามลำแขนผอม ๆ ทั้งสองข้างของตนเอง เมื่อรู้สึกว่ามีกลุ่มเงาสีเทาอยู่รอบ ๆ เต็นท์ที่พัก มันไม่เห็นด้วยสายตา ไม่เห็นหรือได้ยินการเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกตใด ๆ แต่รู้สึกว่ามีเงาสีเทาอยู่รอบๆ ความกลัวเข้าคลุมในใจ ความกลัวมันไม่ได้รุกเข้ามา แต่มันมีเชื้อของมันอยู่แล้ว เพราะเป็นคนกลัวผี กลัวความมืดอยู่เป็นทุนเดิม ความกลัวนี้ได้ตามฉันไปทุกหนทุกแห่งที่รู้สึกตัวอยู่ มันติดตามมาตั้งแต่ฉันยังเล็กจนโต มันจะจางหรือคลายลงเมื่อมีแสงสว่าง หรือมีคนอื่น ๆ อยู่ด้วยให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว
เมื่อฉันบอกใคร ๆ ว่าเป็นคนกลัวผี และกลัวความมืด คนที่ได้ยินก็จะหัวเราะและบอกว่าไม่เชื่อ คิดว่าฉันพูดเล่นให้รู้สึกสนุก ๆ พวกเขาบอกว่าฉันมีท่าทีเก่งกล้าสามารถ จะเป็นคนขี้กลัวได้อย่างไร บอกว่ากลัวผีนี่ ไม่เชื่อ เป็นเรื่องตลกร้ายสำหรับฉันที่พูดความจริงแล้วคนไม่เชื่อ มันอาจมีผลต่อการแสดงออกของฉันมาตั้งแต่เด็กจนจะแก่นี่เลย คือ กลายเป็นทอมบอย สวมเชิ้ต นุ่งกางเกง หั่นผมสั้น ไม่ขี้แย ไม่ร้องให้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวอย่างไรฉันก็กล้าที่จะอยู่คนเดียวแม้นในที่มืด ๆ
ฉันขยับตัวจากท่านั่งเดิม เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถและให้เกิดเสียง การเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากท่าเดิมไปสู่อิริยาบถใหม่จะช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้น เป็นการเรียนรู้มาจากพระอาจารย์ไพบูลย์เมื่อฉันฝึกปฏิบัติ “ตกและตั้ง” และมันช่วยได้จริง เพราะกำลังของสติมันเข้มแข็งขึ้น ฉันสวดมนต์บทแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง ฉันเลือกให้แก่ตนเองก่อนแผ่ให้คนอื่น ๆ เพราะตัวฉันเองนี่แหละในสถานการณ์มีความกลัวอย่างนี้ควรได้รับความเมตตามาก ๆ เดิมเมื่อยู่บ้านฉันต้องเปิดหนังสือสวดมนต์ประกอบ เพราะจำบทสวดที่มีคำแปลภาษาไทยไม่ได้ คราวนี้ไม่ต้อง สามารถสวดได้เอง ทั้งบทสวดเมตตาแก่ตนเอง และแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ บทบูชาพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และบังสุกุลตาย ฉันเคยอ่านหนังสือของใครจำไม่ได้ อาจเป็นของอาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก อาจารย์บอกว่าเมื่อคราวที่มีการเกณฑ์ผู้คนไปสร้างทางรถไฟสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก วิญญาณเหล่านี้เร่ร่อนและคอยหลอกหลอนผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา คนที่ถูกหลอกจะทำอย่างไรผีก็ไม่กลัว โชว์พระที่คล้องคออยู่ ผีก็บอกไม่กลัว สวดมนต์บทไหนผีก็บอกไม่กลัว ขนาดอ้างว่านี่เป็นแผ่นดินของพระเจ้าแผ่นดินจะมาหลอกผู้คนของพระองค์ไม่ได้ผีก็บอกไม่กลัว จนใคร ๆ ที่ผ่านไปมาต่างพากันขยาดหมด ไม่กล้าผ่าน จนมีคนหนึ่งต้องผ่านป่านี้และกลัวมาก เมื่อโดนหลอกไม่รู้จะสวดมนต์บทไหนก็เลยสวดบทบังสุกุลตาย ปรากฏว่าได้ผล คาดว่าพอได้ฟังแล้วผีอาจจะเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองตายแล้วเลยยอมจากไปดี ๆ ดังนั้นฉันจึงสวดบทนี้เข้าไปด้วยเป็นของแถมเผื่ออาจได้ผลบ้าง
ไม่รู้ว่าเงาสีเทา ๆ นี้ได้ผลหรือไม่ แต่ที่ได้ คือใจของฉันเอง เลยเพิ่มสวดบทคาถายอดมงกุฎพระพุทธเจ้าและสวดต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นบทที่เรียบง่าย คล้องจอง และสามารถสวดซ้ำไปซ้ำมาได้ ฉันเคยสวดมนต์บทนี้เมื่อได้รับการดมยาสลบในห้องผ่าตัด มันช่วยให้มีกำลังใจ สงบเย็น และผ่อนคลาย ในคราวนั้นฉันสามารถผ่านความกลัวเมื่อต้องดมยาสลบได้อย่างดี หลังจากฟื้นจากยาสลบรู้สึกว่าได้พักกายพักใจอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน
คืนนั้นท่ามกลางความรู้สึกที่ยังกลัวอยู่ แต่มีกำลังใจสามารถอยู่ต่อไปตามลำพังได้ คิดว่าเมื่ออยู่บ้านฉันก็อยู่คนเดียว อยู่ในป่าคราวนี้ก็เหมือนอยู่ที่บ้าน นอกจากผีและความมืดแล้วก็ไม่ได้กลัวอย่างอื่น เคยชินกับการนอนในเต็นท์ในป่าเพราะเป็นสมาชิกชมรมดูนกนครสวรรค์ พวกเราล้วนมีประสบการณ์นอนกลางดินกินกลางทราย ต้องเดินขึ้นเขาลงห้วยที่ยากลำบากกว่านี้อีก ดูแล้วที่นี่ไม่มีสัตว์ร้ายใด ๆ ให้น่ากลัว ปัญหาอยู่ที่ความกลัวในใจต่างหาก ฉันเลยล้มตัวลงนอนและตั้งใจหลับ แต่เนื่องจากมีพฤติกรรมนอนดึกมาเกือบตลอดชีวิต อีกทั้งไม่ได้อ่านหนังสือก่อนนอน อยู่ดี ๆ มาตั้งใจหลับนี่เลยเกิดปฏิกิริยานอนไม่หลับแทน แต่ไม่รู้สึกเดือดร้อน ไม่หลับก็ไม่หลับ สวดมนต์ต่อไปเรื่อยๆ ขณะที่สวดมนต์อยู่ฉันเห็นตัวเองอีกคนหนึ่งที่กำลังมีกิจกรรมต่าง ๆ ในความฝัน มันไม่รู้จะอธิบายอย่างไร แต่ฉันเห็นตัวเองอีกคนหนึ่งจริง ๆ ว่ากำลังทำโน่นทำนี่อยู่ พูดกับใครอยู่ และคนที่มีปฏิสัมพันธ์อยู่นั้นเป็นคนที่ฉันเก็บพวกเขาไว้ในใจ และพูดกับเค้าในเรื่องที่ชีวิตจริงฉันพูดอย่างนี้ไม่ได้
ตัวของฉันที่เห็นตนเองอีกคนหนึ่งในความฝันนั้น จำได้แม่นว่ารู้สึก “เบื่อมาก” เบื่ออะไรไม่รู้ชัด แต่ชัดที่ความรู้สึกเบื่อ ความรู้สึกนี้ติดตามมาจนเมื่อลุกขึ้นมาตอนเช้าของวันที่ 21 ธันวาคม ฉันรีบลุกออกมาจากเต็นท์ก่อนแสงเงินแสงทองปรากฏ เพื่อถ่ายปัสสาวะข้างๆเต็นท์ เพราะรู้อยู่ว่าถ้าสว่างแล้วคงจะหาที่ถ่ายปัสสาวะลำบาก อากาศยามเช้ามืดบนดอยนั้นสดชื่นมาก ฉันรับอรุณกับลมหายใจธรรมชาติด้วยการรำไทเก๊กและชี่กงท่าง่าย ๆ ท่าพื้นฐานที่สุด เพราะไม่สามารถรำท่าอื่นที่ยากกว่านี้ได้ ไม่ว่าจะไปเรียนกับครูผู้สอนที่สามารถเชี่ยวชาญอย่างไร ก็ไม่มีใครสอนให้ฉันรำมากกว่าท่านี้ได้ เป็นความจำกัดในใจที่ฉันเองก็รู้ว่าได้ขังตนเองไว้
ข้อตกลงของโครงการ “ธรรมชาติวิจักขณ์ครั้งนี้ ” คือเมื่อคืนวันที่ 21 ที่ผ่านมาและวันนี้ทั้งวันไปจนถึงเช้าของวันที่ 22 ธันวาคม ก่อนที่เราจะสามารถเห็นเส้นลายมือตนเอง เราต้องเข้าเงียบ ปิดวาจา ไม่กินอาหารใดนอกจากน้ำ กิจกรรมของผู้เข้าร่วมโครงการระหว่างนี้คือ นิเวศภาวนาของแต่ละคนว่าจะอยู่กับธรรมชาติอย่างไร เผชิญมารภายในตนเองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความหิว ความกลัว ความเหงา ความอึดอัดเบื่อหน่าย ฯลฯ สำหรับฉันนั้นนอกจากความกลัวทั้งผีและความมืดแล้ว ไม่ค่อยมีอะไรมาเป็นมารนัก รู้สึกว่าร่างกายหิวอาหารสองครั้ง ตอนประมาณเกือบเที่ยง และเมื่อบ่ายแก่ๆ เมื่อดื่มน้ำและแปรงฟันในลำธารอย่างช้า ๆ ก็ช่วยคลายความหิว แต่ไม่เหงาเลย เพราะไม่ต้องพูดกับใครหรือไม่มีใครมาพูดด้วยนี่เป็นของโปรดปราน ในช่วงที่ยังมีแสงสว่างตลอดทั้งวันฉันจึงเลือกการเดินจงกรม และการยกมือ 14 จังหวะของหลวงพ่อเทียน ฉันไม่ชอบการนั่งนิ่ง ๆ ทำสมาธิ เพราะถ้าทำแล้วจะฟุ้งอย่างร้ายกาจ ยิ่งดูลมหายใจนี่จะหงุดหงิดมาก ขืนทำนี่จะเห็นโทสะกำเริบหนัก
ระหว่างเดินจงกรมในเส้นทางที่กำหนด ฉันทำจิตตภาวนาตามที่ได้ฟังมาจากซีดีของพระอาจารย์ปราโมช ในการฝึกสติปัฏฐานสี่นั้น จิตตภาวนาดูท่าจะถูกกับจริตของตนมากที่สุด บางครั้งรู้สึกสนุกสนานราวกับดูโทรทัศน์อยู่ก็มิปาน ครั้งนี้สามารถเดินจงกรมและเคลื่อนไหวมือ 14 จังหวะ ได้อย่างเสรี ไร้เวลาและบุคคลเป็นเครื่องกำหนด เมื่อคราวไปฝึกปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโต ซึ่งเป็นการฝึกครั้งแรกนั้น การถูกกำหนดให้เคลื่อนไหวมือด้วยการเคาะไม้ให้จังหวะ และกำหนดเวลาให้ทำของพระอาจารย์ผู้สอน ในคราวนั้นโทสะของฉันกำเริบมาก แทนการทำวิปัสสนาจากการเคลื่อนไหวมือ หรือขา เพื่อฝึกกายานุปัสสนา ฉันกลับเห็นจิตของตนแทน เพราะเกลียดการถูกบังคับมาก โลกใบเล็กในใจของฉันนั้นเสรีมาก ยิ่งบังคับยิ่งไม่ทำ ไม่เห็นคุณค่าของการฝืนทำและแทบไม่เกิดการเรียนรู้
ยามค่ำมาเยือนเมื่อความมืดโรยตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ เมื่อเฝ้าดูเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน แสงสว่างที่ค่อย ๆ จางไป พร้อมกับความมืดค่อย ๆ เข้มขึ้นแทนที่ และอากาศจะเย็นลงเรื่อย ๆ การรับรู้ของเราเมื่ออยู่ในธรรมชาติรอบตัวเยี่ยงนี้จะชัดมาก มันชัดมากๆ เราจะได้ยินเสียงใบไม้ที่ปลิดจากขั้ว พลิกไปมาในอากาศก่อนหล่นกระทบหลังคาเต็นท์และรูดลงมาตามข้างเต็นท์ เสียงของสัตว์เล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวบนพื้นดิน เสียงของนกละเมอ เสียงของหัวใจเราที่เต้นรั้บ- ดับ / รั้บ-ดับ และเสียงของความกลัวในใจ เมื่อความมืดมาเยือนคราวใดฉันก็ตกเข้าไปในโลกของความกลัว ใช่แล้วค่ะ ปัญหาเดิมคือกลัวผี ใจของฉันเหมือนเฝ้ารอเลยว่า คืนนี้กลุ่มเงาสีเทาจะมาอีกไหม และคิดว่าจะจุดเทียนตลอดคืนเลย หรือจะนอนในความมืดเหมือนคืนก่อนดี ตกลงว่าฉันจะจุดเทียนและถ้าหลับไปแล้วเมื่อใดก็นอนต่อไปเลย ระวังไม่ให้เทียนไหม้เต็นท์เป็นใช้ได้
ค่ะ เป็นไปตามที่ท่านพระอาจารย์ปราโมชกล่าวไว้ คือ ผีนั้นเมื่อเรามีสติเราจะไม่เห็นหรอก และถึงเราเห็นเขาอยู่เราก็ไม่รู้ว่าเห็น ท่านจึงบอกว่าเมื่อรู้อย่างนี้ก็ไม่ควรกลัวผี ฉันก็คิดว่าจริงอย่างที่ท่านว่า แต่อย่างไรก็ดี ฉันก็ยังกลัวอยู่นั่นเอง ขณะที่กลัวแต่ก็รู้สึกสบาย ๆ จะมาหรือไม่มาไม่ใช่กงการอะไรของฉัน ถ้าจะมาจริงไปห้ามไม่ให้มาก็คงไม่ได้ รู้สึกอย่างนี้ฉันเองไม่สับสนว่าตกลงกลัวหรือไม่กลัว เพราะไปพ้นจากเรื่องนี้แล้ว
เช้าวันที่ 22 ธันวาคม ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึน ๆ โหวง ๆ ไม่สดชื่นแจ่มใสเหมือนเช้าเมื่อวานที่ผ่านมา รีบลุกจากเต็นท์ก่อนฟ้าสางเช่นเดิม ล้างหน้าล้างตา เพื่อให้ความเย็นปลุกเร้าความตื่นตัว ฉันเดินไม่ค่อยมั่นคงนัก สักพักถึงคิดออกว่าเพราะน้ำตาลในเลือดคงต่ำไป เพราะไม่ได้สารอาหารนอกจากน้ำมาสองคืนกับอีกหนึ่งวันเต็มแล้ว แวบนั้นฉันนึกถึงฐานกายของตนเอง ฉันมักละเลยกับการดูแลฐานกาย อยู่บ้านส่วนใหญ่ไม่หิวไม่กิน บางครั้งถึงหิวก็ไม่กิน กินบ้างอดบ้าง จนร่างกายผ่ายผอม กระดูกโปนแทบกดผนังหน้าท้องอีกด้านไปชนอีกด้านได้ ไม่ค่อยทุกข์กับการไม่ได้กิน เพราะไม่กินเนื่องจากไม่อยากกิน ไม่ใช่ไม่มีจะกิน ถึงคราวนี้ไม่กินก็ไม่ทุกข์เพราะเห็นอยู่ว่ามีการเตรียมเสบียงอาหารมาเป็นตะกร้า ประเดี๋ยวพวกเขาที่เป็นพ่อครัวก็จะทำให้กิน บางครั้งการกินกลับทำให้ทุกข์เสียอีก เช่น เมื่อตอนขึ้นดอยมาและถูกจัดให้พักในบ้านพะตี ผู้อารีท่านหนึ่ง เมื่อครอบครัวพะตีจัดสำรับอาหารและต้องนั่งร่วมวงกินอาหารกับพวกเขา ฉันต้องอดทนฝืนกินอาหารตรงหน้า ฉันไม่กินเนื้อและอาหารแปลกๆ เคยชินกับข้าวกล้องหอมมะลิ กลิ่นสาบ ๆ ของข้าวไร่ และกินกับข้าวเขละ ๆ อย่างเดียวไม่มีอย่างอื่นอีกนี่ต้องฝึกฝืน ปกตินี่ถ้าไม่กินคือไม่กิน แต่ถ้ากินฉันจะกินกับข้าวมากกว่าหนึ่งอย่าง และเดิมนี่ถ้ารู้สึกอย่างนี้ฉันคงจะอาเจียน แต่ในบรรยากาศอบอุ่นเช่นนี้ฉันทำได้คือกิน เป็นครั้งที่ฉันเห็นใจของตนที่ทำเพื่อความรู้สึกละเอียดอ่อนของผู้อื่น ปกติฉันเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยากทำก็ไม่ทำ และเป็นครั้งที่เกิดความรู้สึกเอื้ออาทรให้กับร่างกาย ฉันจะมีความปกติได้อย่างไร ถ้าฐานกายอยู่ไม่ได้
เมื่อมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเดินทางเข้าสู่โลกภายในกับสมาชิกคนอื่นๆ และอาจารย์ที่ดูแลเรา คิดว่าน่าจะทุกคนที่มารวมกันอยู่ในเหตุการณ์นี้ ล้วนมีความประทับใจต่อการมาฝึกกิจกรรมนิเวศภาวนานี้มาก สำหรับฉันมันไม่ถึงกับเปลี่ยนผ่านเป็นคนใหม่ แต่เพียงแค่ได้เลียบเคียงเข้าใกล้ทางเดินสู่โลกภายในตน ทำให้บางสิ่งบางอย่างตื่นขึ้นและเข้าใจมากขึ้น ฉันรักร่างกายนี้มากขึ้น ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกผู้อื่นมากขึ้นและฝึกฝืนเพื่อผู้อื่น อยู่กับความกลัวในใจได้อย่างรู้ตัวและระลึกได้ และไม่จำเป็นที่จะต้องสืบหาต้นตอที่มาของความกลัว แค่รู้ และสามารถเป็นเพียงผู้เห็นและผู้รู้ ไม่จมลงสู่การเป็นผู้เป็นอยู่เนิ่นนานเหมือนในอดีตนี่ก็เกินความคาดหมายแล้ว
ขอบคุณธรรมชาติหรือธรรมะที่ยิ่งใหญ่ ขอบคุณครูบาอาจารย์ทั้งสองท่านคืออาจารย์ลักษณ์และอาจารย์ผ่องที่ดูแลพวกเราอย่างอบอุ่นและเสียสละ ขอบคุณอาจารย์อ๋อยต้นแบบของการเป็นครูที่แท้จริงว่าคืออะไร ขอบคุณ ชาวปกากญอทุกคนที่มีธรรมะอยู่ในสายเลือดและดีเอ็นเอ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกคน ขอบคุณพี่จือและอาจารย์หมอสมพงษ์ที่เป็นกัลยาณมิตร ขอบคุณพระอาจารย์ไพบูลย์และพระอาจารย์ปราโมช และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ต้นแบบการมีชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์ ทำให้ก้าวเดินของฉันแต่ละก้าวที่ก้าวไปตามความสูงชันของดอยสบลานไม่เป็นภาระของใจ และท้ายที่สุดคือขอบคุณการมีลมหายใจที่อ่อนโยนและช้าลงของตนเอง ขอบคุณมากค่ะ ........... ดาริกา ธาร.