<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!-- generator="bbPress/1.0.2" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">
	<channel>
		<title>อาศรมศิลป์ เว็บบอร์ด &#187; Recent Posts</title>
		<link>http://www.arsomsilp.ac.th/forum/</link>
		<description>arsomsilp community</description>
		<language>th</language>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2010 03:57:13 +0000</pubDate>
		<generator>http://bbpress.org/?v=1.0.2</generator>
		<textInput>
			<title><![CDATA[ค้นหา]]></title>
			<description><![CDATA[Search all topics from these forums.]]></description>
			<name>q</name>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/forum/search.php</link>
		</textInput>
		<atom:link href="http://www.arsomsilp.ac.th/forum/rss.php" rel="self" type="application/rss+xml" />

		<item>
			<title>admin บน "ปรัชญาของ Big Picture School"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/forum/topic.php?id=23#post-85</link>
			<pubDate>จันทร์, 25 ม.ค. 2010 17:19:47 +0000</pubDate>
			<dc:creator>admin</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">85@http://www.arsomsilp.ac.th/forum/</guid>
			<description>&#60;p&#62;ปรัชญาของ Big Picture School&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;ปรัชญาของการเข้าถึงความต้องการส่วนบุคคล วิสัยทัศน์ที่กว้างไกล&#60;br /&#62;
และการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร&#60;br /&#62;
โรงเรียน บิ๊กพิคเจอร์สคูล ให้ความสำคัญกับข้อตกลง ที่จะให้การศึกษา “เด็กเป็นรายบุคคล&#60;br /&#62;
โรงเรียนของเราได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยตระหนักว่า เด็กแต่ละคนมีความสนใจ ความต้องการและความสามารถที่แตกต่างกัน&#60;br /&#62;
การศึกษาควรให้ความสำคัญกับประเด็นนี้&#60;br /&#62;
เราเชื่อว่า กุญแจสู่ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ การสนับสนุนความสนใจที่แตกต่างกันของพวกเขา&#60;br /&#62;
และเกื้อหนุนกระบวนการเรียนรู้ที่เข้มข้น โรงเรียนบิ๊กจิคเจอร์สคูล&#60;br /&#62;
ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบที่จะก่อให้เกิด&#60;br /&#62;
ความรู้ความสามารถที่สามารถ นำไปใช้ได้ในชีวิตจริง&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;โรงเรียน บิ๊กพิคเจอร์สคูลแต่ละแห่งมีนักเรียนจำนวนไม่มาก&#60;br /&#62;
แต่เชื่อมโยงถึงกันหมด ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ โรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้&#60;br /&#62;
คาดว่าภายในเวลาสองถึงสี่ปีข้างหน้า จะแตกและเติบโต ในภูมิภาคนั้นๆ โรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูลทั้งหมด&#60;br /&#62;
จะเชื่อมโยงถึงกันหมดทางอินเตอร์เน็ต&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;ผู้ริเริ่มโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล ต่างเห็นพ้องที่จะใช้ปรัชญา การดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล&#60;br /&#62;
พวกเขาก่อตั้งโรงเรียนโดยที่องค์ประกอบหลักๆ ดังต่อไปนี้&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;๑. เรียนรู้จากโลกความเป็นจริง สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งของโรงเรียนเราคือการที่นักเรียนของเรา&#60;br /&#62;
ได้เรียนในโลกแห่งความเป็นจริง ส่วนประกอบหลักของการเรียนของเราคือ การเรียนผ่านการฝึกงาน&#60;br /&#62;
นักเรียนจะต้องฝึกงานอย่างน้อยสัปดาห์ละสองวัน เป็นเวลา สิบถึงสิบสองชั่วโมง&#60;br /&#62;
กับผู้เชี่ยวชาญที่จะให้ความช่วยเหลือและคำปรึกษาในงานนั้นๆ&#60;br /&#62;
นักเรียนต้องทำโปรเจ็คให้ลุล่วงและสำรวจตัวเองอย่างลุ่มลึก (โปรเจคนี้การฝึกงานนี้ควรให้ประโยชน์ไม่ใช่เพียงแก่นักเรียน&#60;br /&#62;
แต่รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความช่วยเหลือด้วย) โปรเจ็คเหล่านี้คือรากฐานการเติบโตทางวิชาการ&#60;br /&#62;
โปรเจ็คเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกับความต้องการและความสนใจของนักเรียน รวมถึงสามารถช่วยผู้รับนักเรียนไปช่วยงานได้จริง &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;๒. การเรียนรู้แบบปัจเจก การเรียนรู้ในโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล ไม่ถูกกำหนดโดยชั่วโมงเรียน หรือปีการศึกษา&#60;br /&#62;
นักเรียนได้รับการสนับสนุนให้วิ่งตามความสนใจและในขณะเดียวกัน&#60;br /&#62;
พวกเขาก็ได้เติบโตทางวิชาการด้วย การเรียนรู้เป็นรายบุคคลนั้น กว้างไกลกว่าเพียงแค่ “วิชาการ”&#60;br /&#62;
เรามองนักเรียนของเราอย่างเป็นองค์รวม นักเรียนทุกคนจะต้องสร้างแผนงานของตนเองในทุกๆ เทอม&#60;br /&#62;
กับกลุ่มเรียนรู้ของพวกเขา (นักเรียนด้วยกัน ผู้ปกครอง ครูที่ปรึกษา และใครก็ตามที่จะช่วยเอื้อต่อการเรียนรู้ของพวกเขา)&#60;br /&#62;
ในการประชุมแผนการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ จะไม่มีการสั่งบังคับและการลงโทษ&#60;br /&#62;
ครูมีหน้าที่ ที่จะต้องรู้จักนักเรียนดีพอ ที่จะผลักนักเรียนให้ได้เผชิญกับความท้าทายที่พอเหมาะ&#60;br /&#62;
กับพรมแดนศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนเพื่อให้พวกเขาได้เติบโต&#60;br /&#62;
นักเรียนมีหน้าที่ รับผิดชอบการตามหาแรงบันดาลใจของตน ในโลกความเป็นจริง และลงมือทำมัน&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;๓.การประเมินผลที่ไม่เหมือนใคร การเรียนรู้ในโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูลนั้น เราวัดผลกันที่คุณภาพของงาน&#60;br /&#62;
เรามีศรัทธาอย่างสูงในนักเรียนทุกๆ คน หลักการประเมินผลของเราปรับให้เข้ากับนักเรียนทุกๆ คน&#60;br /&#62;
และมาตรฐานโปรเจ็คที่นักเรียนเลือกในโลกความเป็นจริง (ตามที่ผู้รับเด็กไปฝึกงานประเมิน)     &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;นักเรียนที่เข้าร่วมเรียนรู้ในกระบวนการของเรา มิได้ถูกประเมินโดยการสอบหรือให้เกรด&#60;br /&#62;
 การประเมินผลในโรงเรียนของเรานั้น รวมถึงการแสดงผลงานของนักเรียนในที่สาธารณะทุกๆ เทอม หรือภาคเรียน&#60;br /&#62;
ที่นำไปสู่เส้นทางการเติบโต การพัฒนาคุณภาพงาน รวมถึงการเรียนรู้เชิงวิชาการในเบื้องลึก&#60;br /&#62;
 มีการประชุมกับอาจารย์ที่ปรึกษาทุกสัปดาห์  การเขียนบันทึกรายสัปดาห์ และการรวบรวมผลงานเป็นรายปี&#60;br /&#62;
สิ่งเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นข้อมูลที่สถานศึกษาในระดับอุดมศึกษา สามารถเข้าใจได้ &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;๔.การบริหารโรงเรียน โรงเรียนบิ๊กพิเจอร์สคูลมีวิธีใช้ เวลา คน เครื่องไม้เครื่องมือ สถานที่ และทรัพยากรอื่นๆ ที่ไม่เหมือนใคร&#60;br /&#62;
หลักการบริหารของเราคือการสอนเด็กทีละคน การที่จะทำตามหลักการนี้&#60;br /&#62;
โรงเรียนหนึ่งแห่งจะมีเด็กนักเรียนไม่เกิน ๑๓๐ คน&#60;br /&#62;
นักเรียนไม่เกิน ๑๗ คน (เราแนะนำอย่างแข็งขันว่าควรจะเป็น ๑๕) ต่อครูที่ปรึกษาหนึ่งคน นักเรียนจะเรียนรู้แบบ ตัวต่อตัว&#60;br /&#62;
และเรียนรู้ในกลุ่มเรียนรู้ที่ไม่ใหญ่ ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาตามความสนใจของเขา ทั้งในและนอกโรงเรียน                   &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;โรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล นั้นบริหารงานโดยเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างลึกซึ้ง&#60;br /&#62;
เนื่องจากเด็กนักเรียนของเราต้องเรียนรู้ผ่านการฝึกงาน หากเราไม่เชื่อมโยงกับชุมชนก็เป็นไปไม่ได้เลย&#60;br /&#62;
ที่นักเรียนของเราจะได้เรียนรู้อย่างแท้จริง ในโลกแห่งความเป็นจริง&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;๕.โครงสร้างการให้คำปรึกษา โครงสร้างการให้คำปรึกษานี้ถือว่าเป็น&#60;br /&#62;
แกนกลางที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ทั้งหมดของโรงเรียนบิ๊กพิคเจอร์สคูล&#60;br /&#62;
มันคือหัวใจของโรงเรียน โดยถูกเรียกว่า “บ้าน” และ “ครอบครัวแห่งที่สอง” โดยนักเรียน&#60;br /&#62;
ครูหนึ่งคนต่อเด็กสิบห้าคน&#60;br /&#62;
เด็กนักเรียนจะได้รับการดูแลโดยครูของเขาเป็นเวลาอย่างน้อย สองปี (โดยมากแล้วสี่ปี)                                                                           &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;บทบาทของครูที่ปรึกษาคือการช่วยออกแบบแผนการเรียนรู้&#60;br /&#62;
แผนการฝึกงาน และการเติบโตภายในของเด็กเป็นรายบุคคล การที่ครูจะทำงานนี้ได้&#60;br /&#62;
พวกเขาจะต้องสร้างความสัมพันธ์กับทางครอบครัวของนักเรียน&#60;br /&#62;
(นี่รวมถึงการไปเยี่ยมที่บ้าน และการพบปะกับนักเรียนแบบตัวต่อตัว)&#60;br /&#62;
ถึงแม้ครูที่ปรึกษาจะไม่ได้เป็นผู้ “สอน” วิชาที่เด็กสนใจเรียนโดยตรง&#60;br /&#62;
แต่เขาหรือเธอจะเป็นผู้ช่วยสร้างวินัย และเกื้อหนุนเพื่อให้นักเรียนได้รับการตอบสนองความต้องการของพวกเขา&#60;br /&#62;
โปรเจ็คและกิจกรรมของพวกเขา ถึงที่สุดแล้วความสำเร็จของนักเรียน ย่อมอยู่ในความรับผิดชอบของครูที่ปรึกษา    &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;ครูที่ปรึกษามักจะจัด “เวลาแห่งการให้คำปรึกษา” (ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงจนถึงหนึ่งชั่วโมง) ในช่วงเช้าและบ่าย&#60;br /&#62;
เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียน เขาหรือเธอจะช่วยหนุนเสริม&#60;br /&#62;
 ให้นักเรียนค้นพบความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้เชิงวิชาการ&#60;br /&#62;
สร้างเอกลักษณ์ให้กลุ่มเกิดกระบวนการเรียนรู้
&#60;/p&#62;</description>
		</item>
		<item>
			<title>admin บน "เลียบทางเดินสู่โลกภายใน"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/forum/topic.php?id=22#post-84</link>
			<pubDate>จันทร์, 25 ม.ค. 2010 17:09:40 +0000</pubDate>
			<dc:creator>admin</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">84@http://www.arsomsilp.ac.th/forum/</guid>
			<description>&#60;p&#62;เลียบทางเดินสู่โลกภายใน&#60;br /&#62;
ดาริกา  ธารบัวสวรรค์&#60;br /&#62;
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาแบบองค์รวม &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;	เวลาประมาณสามทุ่มของคืนวันที่ 20 ธันวาคม  พ.ศ. 2552  ท่ามกลางความมืด  อากาศหนาวเย็น และอยู่ตามลำพังในเต็นท์บนดอยของบ้านสบลาน  ตำบลสะเมิงใต้   อำเภอสะเมิง  จังหวัดเชียงใหม่     ในโครงการ “ธรรมชาติวิจักขณ์ ”ของสถาบันอาศรมศิลป์   ฉันรู้สึกขนลุกไปตามลำแขนผอม ๆ ทั้งสองข้างของตนเอง  เมื่อรู้สึกว่ามีกลุ่มเงาสีเทาอยู่รอบ ๆ เต็นท์ที่พัก  มันไม่เห็นด้วยสายตา  ไม่เห็นหรือได้ยินการเคลื่อนไหวที่ผิดสังเกตใด ๆ  แต่รู้สึกว่ามีเงาสีเทาอยู่รอบๆ   ความกลัวเข้าคลุมในใจ  ความกลัวมันไม่ได้รุกเข้ามา แต่มันมีเชื้อของมันอยู่แล้ว  เพราะเป็นคนกลัวผี  กลัวความมืดอยู่เป็นทุนเดิม  ความกลัวนี้ได้ตามฉันไปทุกหนทุกแห่งที่รู้สึกตัวอยู่  มันติดตามมาตั้งแต่ฉันยังเล็กจนโต  มันจะจางหรือคลายลงเมื่อมีแสงสว่าง  หรือมีคนอื่น ๆ อยู่ด้วยให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่คนเดียว&#60;br /&#62;
	   เมื่อฉันบอกใคร ๆ ว่าเป็นคนกลัวผี และกลัวความมืด  คนที่ได้ยินก็จะหัวเราะและบอกว่าไม่เชื่อ คิดว่าฉันพูดเล่นให้รู้สึกสนุก ๆ  พวกเขาบอกว่าฉันมีท่าทีเก่งกล้าสามารถ จะเป็นคนขี้กลัวได้อย่างไร บอกว่ากลัวผีนี่ ไม่เชื่อ เป็นเรื่องตลกร้ายสำหรับฉันที่พูดความจริงแล้วคนไม่เชื่อ  มันอาจมีผลต่อการแสดงออกของฉันมาตั้งแต่เด็กจนจะแก่นี่เลย  คือ กลายเป็นทอมบอย  สวมเชิ้ต นุ่งกางเกง หั่นผมสั้น ไม่ขี้แย ไม่ร้องให้  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวอย่างไรฉันก็กล้าที่จะอยู่คนเดียวแม้นในที่มืด ๆ&#60;br /&#62;
	ฉันขยับตัวจากท่านั่งเดิม เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถและให้เกิดเสียง  การเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากท่าเดิมไปสู่อิริยาบถใหม่จะช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้น  เป็นการเรียนรู้มาจากพระอาจารย์ไพบูลย์เมื่อฉันฝึกปฏิบัติ “ตกและตั้ง” และมันช่วยได้จริง  เพราะกำลังของสติมันเข้มแข็งขึ้น  ฉันสวดมนต์บทแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง  ฉันเลือกให้แก่ตนเองก่อนแผ่ให้คนอื่น ๆ  เพราะตัวฉันเองนี่แหละในสถานการณ์มีความกลัวอย่างนี้ควรได้รับความเมตตามาก ๆ    เดิมเมื่อยู่บ้านฉันต้องเปิดหนังสือสวดมนต์ประกอบ  เพราะจำบทสวดที่มีคำแปลภาษาไทยไม่ได้  คราวนี้ไม่ต้อง สามารถสวดได้เอง ทั้งบทสวดเมตตาแก่ตนเอง และแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์  บทบูชาพระพุทธคุณ  ธรรมคุณ  สังฆคุณ   และบังสุกุลตาย  ฉันเคยอ่านหนังสือของใครจำไม่ได้  อาจเป็นของอาจารย์เสถียรพงษ์  วรรณปก  อาจารย์บอกว่าเมื่อคราวที่มีการเกณฑ์ผู้คนไปสร้างทางรถไฟสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง  ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก วิญญาณเหล่านี้เร่ร่อนและคอยหลอกหลอนผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา  คนที่ถูกหลอกจะทำอย่างไรผีก็ไม่กลัว โชว์พระที่คล้องคออยู่ ผีก็บอกไม่กลัว  สวดมนต์บทไหนผีก็บอกไม่กลัว  ขนาดอ้างว่านี่เป็นแผ่นดินของพระเจ้าแผ่นดินจะมาหลอกผู้คนของพระองค์ไม่ได้ผีก็บอกไม่กลัว  จนใคร ๆ ที่ผ่านไปมาต่างพากันขยาดหมด ไม่กล้าผ่าน   จนมีคนหนึ่งต้องผ่านป่านี้และกลัวมาก  เมื่อโดนหลอกไม่รู้จะสวดมนต์บทไหนก็เลยสวดบทบังสุกุลตาย   ปรากฏว่าได้ผล คาดว่าพอได้ฟังแล้วผีอาจจะเริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองตายแล้วเลยยอมจากไปดี ๆ  ดังนั้นฉันจึงสวดบทนี้เข้าไปด้วยเป็นของแถมเผื่ออาจได้ผลบ้าง&#60;br /&#62;
	ไม่รู้ว่าเงาสีเทา ๆ นี้ได้ผลหรือไม่  แต่ที่ได้ คือใจของฉันเอง เลยเพิ่มสวดบทคาถายอดมงกุฎพระพุทธเจ้าและสวดต่อไปเรื่อย ๆ เนื่องจากเป็นบทที่เรียบง่าย  คล้องจอง และสามารถสวดซ้ำไปซ้ำมาได้ ฉันเคยสวดมนต์บทนี้เมื่อได้รับการดมยาสลบในห้องผ่าตัด  มันช่วยให้มีกำลังใจ  สงบเย็น และผ่อนคลาย  ในคราวนั้นฉันสามารถผ่านความกลัวเมื่อต้องดมยาสลบได้อย่างดี  หลังจากฟื้นจากยาสลบรู้สึกว่าได้พักกายพักใจอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน&#60;br /&#62;
	คืนนั้นท่ามกลางความรู้สึกที่ยังกลัวอยู่  แต่มีกำลังใจสามารถอยู่ต่อไปตามลำพังได้  คิดว่าเมื่ออยู่บ้านฉันก็อยู่คนเดียว อยู่ในป่าคราวนี้ก็เหมือนอยู่ที่บ้าน นอกจากผีและความมืดแล้วก็ไม่ได้กลัวอย่างอื่น  เคยชินกับการนอนในเต็นท์ในป่าเพราะเป็นสมาชิกชมรมดูนกนครสวรรค์ พวกเราล้วนมีประสบการณ์นอนกลางดินกินกลางทราย      ต้องเดินขึ้นเขาลงห้วยที่ยากลำบากกว่านี้อีก ดูแล้วที่นี่ไม่มีสัตว์ร้ายใด ๆ ให้น่ากลัว  ปัญหาอยู่ที่ความกลัวในใจต่างหาก  ฉันเลยล้มตัวลงนอนและตั้งใจหลับ  แต่เนื่องจากมีพฤติกรรมนอนดึกมาเกือบตลอดชีวิต  อีกทั้งไม่ได้อ่านหนังสือก่อนนอน  อยู่ดี ๆ มาตั้งใจหลับนี่เลยเกิดปฏิกิริยานอนไม่หลับแทน  แต่ไม่รู้สึกเดือดร้อน ไม่หลับก็ไม่หลับ สวดมนต์ต่อไปเรื่อยๆ        ขณะที่สวดมนต์อยู่ฉันเห็นตัวเองอีกคนหนึ่งที่กำลังมีกิจกรรมต่าง ๆ ในความฝัน  มันไม่รู้จะอธิบายอย่างไร  แต่ฉันเห็นตัวเองอีกคนหนึ่งจริง ๆ ว่ากำลังทำโน่นทำนี่อยู่  พูดกับใครอยู่ และคนที่มีปฏิสัมพันธ์อยู่นั้นเป็นคนที่ฉันเก็บพวกเขาไว้ในใจ และพูดกับเค้าในเรื่องที่ชีวิตจริงฉันพูดอย่างนี้ไม่ได้&#60;br /&#62;
	ตัวของฉันที่เห็นตนเองอีกคนหนึ่งในความฝันนั้น  จำได้แม่นว่ารู้สึก “เบื่อมาก” เบื่ออะไรไม่รู้ชัด แต่ชัดที่ความรู้สึกเบื่อ  ความรู้สึกนี้ติดตามมาจนเมื่อลุกขึ้นมาตอนเช้าของวันที่  21 ธันวาคม  ฉันรีบลุกออกมาจากเต็นท์ก่อนแสงเงินแสงทองปรากฏ เพื่อถ่ายปัสสาวะข้างๆเต็นท์   เพราะรู้อยู่ว่าถ้าสว่างแล้วคงจะหาที่ถ่ายปัสสาวะลำบาก อากาศยามเช้ามืดบนดอยนั้นสดชื่นมาก  ฉันรับอรุณกับลมหายใจธรรมชาติด้วยการรำไทเก๊กและชี่กงท่าง่าย ๆ  ท่าพื้นฐานที่สุด  เพราะไม่สามารถรำท่าอื่นที่ยากกว่านี้ได้  ไม่ว่าจะไปเรียนกับครูผู้สอนที่สามารถเชี่ยวชาญอย่างไร ก็ไม่มีใครสอนให้ฉันรำมากกว่าท่านี้ได้  เป็นความจำกัดในใจที่ฉันเองก็รู้ว่าได้ขังตนเองไว้&#60;br /&#62;
	ข้อตกลงของโครงการ “ธรรมชาติวิจักขณ์ครั้งนี้ ” คือเมื่อคืนวันที่ 21 ที่ผ่านมาและวันนี้ทั้งวันไปจนถึงเช้าของวันที่ 22 ธันวาคม ก่อนที่เราจะสามารถเห็นเส้นลายมือตนเอง  เราต้องเข้าเงียบ  ปิดวาจา ไม่กินอาหารใดนอกจากน้ำ  กิจกรรมของผู้เข้าร่วมโครงการระหว่างนี้คือ  นิเวศภาวนาของแต่ละคนว่าจะอยู่กับธรรมชาติอย่างไร เผชิญมารภายในตนเองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นความหิว  ความกลัว  ความเหงา ความอึดอัดเบื่อหน่าย ฯลฯ   สำหรับฉันนั้นนอกจากความกลัวทั้งผีและความมืดแล้ว  ไม่ค่อยมีอะไรมาเป็นมารนัก  รู้สึกว่าร่างกายหิวอาหารสองครั้ง ตอนประมาณเกือบเที่ยง และเมื่อบ่ายแก่ๆ  เมื่อดื่มน้ำและแปรงฟันในลำธารอย่างช้า ๆ ก็ช่วยคลายความหิว แต่ไม่เหงาเลย  เพราะไม่ต้องพูดกับใครหรือไม่มีใครมาพูดด้วยนี่เป็นของโปรดปราน          ในช่วงที่ยังมีแสงสว่างตลอดทั้งวันฉันจึงเลือกการเดินจงกรม และการยกมือ 14 จังหวะของหลวงพ่อเทียน    ฉันไม่ชอบการนั่งนิ่ง ๆ ทำสมาธิ เพราะถ้าทำแล้วจะฟุ้งอย่างร้ายกาจ  ยิ่งดูลมหายใจนี่จะหงุดหงิดมาก ขืนทำนี่จะเห็นโทสะกำเริบหนัก&#60;br /&#62;
	ระหว่างเดินจงกรมในเส้นทางที่กำหนด  ฉันทำจิตตภาวนาตามที่ได้ฟังมาจากซีดีของพระอาจารย์ปราโมช  ในการฝึกสติปัฏฐานสี่นั้น  จิตตภาวนาดูท่าจะถูกกับจริตของตนมากที่สุด  บางครั้งรู้สึกสนุกสนานราวกับดูโทรทัศน์อยู่ก็มิปาน ครั้งนี้สามารถเดินจงกรมและเคลื่อนไหวมือ 14 จังหวะ ได้อย่างเสรี   ไร้เวลาและบุคคลเป็นเครื่องกำหนด เมื่อคราวไปฝึกปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโต  ซึ่งเป็นการฝึกครั้งแรกนั้น  การถูกกำหนดให้เคลื่อนไหวมือด้วยการเคาะไม้ให้จังหวะ  และกำหนดเวลาให้ทำของพระอาจารย์ผู้สอน ในคราวนั้นโทสะของฉันกำเริบมาก แทนการทำวิปัสสนาจากการเคลื่อนไหวมือ หรือขา เพื่อฝึกกายานุปัสสนา  ฉันกลับเห็นจิตของตนแทน  เพราะเกลียดการถูกบังคับมาก  โลกใบเล็กในใจของฉันนั้นเสรีมาก  ยิ่งบังคับยิ่งไม่ทำ  ไม่เห็นคุณค่าของการฝืนทำและแทบไม่เกิดการเรียนรู้&#60;br /&#62;
	ยามค่ำมาเยือนเมื่อความมืดโรยตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ  เมื่อเฝ้าดูเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจน  แสงสว่างที่ค่อย ๆ จางไป  พร้อมกับความมืดค่อย ๆ เข้มขึ้นแทนที่ และอากาศจะเย็นลงเรื่อย ๆ   การรับรู้ของเราเมื่ออยู่ในธรรมชาติรอบตัวเยี่ยงนี้จะชัดมาก  มันชัดมากๆ  เราจะได้ยินเสียงใบไม้ที่ปลิดจากขั้ว  พลิกไปมาในอากาศก่อนหล่นกระทบหลังคาเต็นท์และรูดลงมาตามข้างเต็นท์  เสียงของสัตว์เล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวบนพื้นดิน  เสียงของนกละเมอ  เสียงของหัวใจเราที่เต้นรั้บ- ดับ / รั้บ-ดับ  และเสียงของความกลัวในใจ   เมื่อความมืดมาเยือนคราวใดฉันก็ตกเข้าไปในโลกของความกลัว  ใช่แล้วค่ะ  ปัญหาเดิมคือกลัวผี ใจของฉันเหมือนเฝ้ารอเลยว่า คืนนี้กลุ่มเงาสีเทาจะมาอีกไหม  และคิดว่าจะจุดเทียนตลอดคืนเลย หรือจะนอนในความมืดเหมือนคืนก่อนดี   ตกลงว่าฉันจะจุดเทียนและถ้าหลับไปแล้วเมื่อใดก็นอนต่อไปเลย  ระวังไม่ให้เทียนไหม้เต็นท์เป็นใช้ได้&#60;br /&#62;
	ค่ะ  เป็นไปตามที่ท่านพระอาจารย์ปราโมชกล่าวไว้  คือ ผีนั้นเมื่อเรามีสติเราจะไม่เห็นหรอก  และถึงเราเห็นเขาอยู่เราก็ไม่รู้ว่าเห็น  ท่านจึงบอกว่าเมื่อรู้อย่างนี้ก็ไม่ควรกลัวผี  ฉันก็คิดว่าจริงอย่างที่ท่านว่า  แต่อย่างไรก็ดี ฉันก็ยังกลัวอยู่นั่นเอง ขณะที่กลัวแต่ก็รู้สึกสบาย ๆ จะมาหรือไม่มาไม่ใช่กงการอะไรของฉัน  ถ้าจะมาจริงไปห้ามไม่ให้มาก็คงไม่ได้  รู้สึกอย่างนี้ฉันเองไม่สับสนว่าตกลงกลัวหรือไม่กลัว  เพราะไปพ้นจากเรื่องนี้แล้ว&#60;br /&#62;
	เช้าวันที่ 22 ธันวาคม  ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึน ๆ  โหวง ๆ  ไม่สดชื่นแจ่มใสเหมือนเช้าเมื่อวานที่ผ่านมา  รีบลุกจากเต็นท์ก่อนฟ้าสางเช่นเดิม  ล้างหน้าล้างตา เพื่อให้ความเย็นปลุกเร้าความตื่นตัว ฉันเดินไม่ค่อยมั่นคงนัก  สักพักถึงคิดออกว่าเพราะน้ำตาลในเลือดคงต่ำไป      เพราะไม่ได้สารอาหารนอกจากน้ำมาสองคืนกับอีกหนึ่งวันเต็มแล้ว   แวบนั้นฉันนึกถึงฐานกายของตนเอง ฉันมักละเลยกับการดูแลฐานกาย  อยู่บ้านส่วนใหญ่ไม่หิวไม่กิน  บางครั้งถึงหิวก็ไม่กิน  กินบ้างอดบ้าง จนร่างกายผ่ายผอม กระดูกโปนแทบกดผนังหน้าท้องอีกด้านไปชนอีกด้านได้  ไม่ค่อยทุกข์กับการไม่ได้กิน  เพราะไม่กินเนื่องจากไม่อยากกิน ไม่ใช่ไม่มีจะกิน ถึงคราวนี้ไม่กินก็ไม่ทุกข์เพราะเห็นอยู่ว่ามีการเตรียมเสบียงอาหารมาเป็นตะกร้า   ประเดี๋ยวพวกเขาที่เป็นพ่อครัวก็จะทำให้กิน  บางครั้งการกินกลับทำให้ทุกข์เสียอีก  เช่น  เมื่อตอนขึ้นดอยมาและถูกจัดให้พักในบ้านพะตี ผู้อารีท่านหนึ่ง  เมื่อครอบครัวพะตีจัดสำรับอาหารและต้องนั่งร่วมวงกินอาหารกับพวกเขา   ฉันต้องอดทนฝืนกินอาหารตรงหน้า ฉันไม่กินเนื้อและอาหารแปลกๆ  เคยชินกับข้าวกล้องหอมมะลิ  กลิ่นสาบ ๆ ของข้าวไร่ และกินกับข้าวเขละ ๆ อย่างเดียวไม่มีอย่างอื่นอีกนี่ต้องฝึกฝืน  ปกตินี่ถ้าไม่กินคือไม่กิน แต่ถ้ากินฉันจะกินกับข้าวมากกว่าหนึ่งอย่าง  และเดิมนี่ถ้ารู้สึกอย่างนี้ฉันคงจะอาเจียน         แต่ในบรรยากาศอบอุ่นเช่นนี้ฉันทำได้คือกิน  เป็นครั้งที่ฉันเห็นใจของตนที่ทำเพื่อความรู้สึกละเอียดอ่อนของผู้อื่น  ปกติฉันเป็นตัวของตัวเอง ไม่อยากทำก็ไม่ทำ  และเป็นครั้งที่เกิดความรู้สึกเอื้ออาทรให้กับร่างกาย  ฉันจะมีความปกติได้อย่างไร  ถ้าฐานกายอยู่ไม่ได้&#60;br /&#62;
	เมื่อมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเดินทางเข้าสู่โลกภายในกับสมาชิกคนอื่นๆ และอาจารย์ที่ดูแลเรา   คิดว่าน่าจะทุกคนที่มารวมกันอยู่ในเหตุการณ์นี้ ล้วนมีความประทับใจต่อการมาฝึกกิจกรรมนิเวศภาวนานี้มาก  สำหรับฉันมันไม่ถึงกับเปลี่ยนผ่านเป็นคนใหม่  แต่เพียงแค่ได้เลียบเคียงเข้าใกล้ทางเดินสู่โลกภายในตน  ทำให้บางสิ่งบางอย่างตื่นขึ้นและเข้าใจมากขึ้น  ฉันรักร่างกายนี้มากขึ้น  ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกผู้อื่นมากขึ้นและฝึกฝืนเพื่อผู้อื่น  อยู่กับความกลัวในใจได้อย่างรู้ตัวและระลึกได้  และไม่จำเป็นที่จะต้องสืบหาต้นตอที่มาของความกลัว  แค่รู้ และสามารถเป็นเพียงผู้เห็นและผู้รู้  ไม่จมลงสู่การเป็นผู้เป็นอยู่เนิ่นนานเหมือนในอดีตนี่ก็เกินความคาดหมายแล้ว&#60;br /&#62;
ขอบคุณธรรมชาติหรือธรรมะที่ยิ่งใหญ่    ขอบคุณครูบาอาจารย์ทั้งสองท่านคืออาจารย์ลักษณ์และอาจารย์ผ่องที่ดูแลพวกเราอย่างอบอุ่นและเสียสละ ขอบคุณอาจารย์อ๋อยต้นแบบของการเป็นครูที่แท้จริงว่าคืออะไร ขอบคุณ  ชาวปกากญอทุกคนที่มีธรรมะอยู่ในสายเลือดและดีเอ็นเอ   ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการทุกคน  ขอบคุณพี่จือและอาจารย์หมอสมพงษ์ที่เป็นกัลยาณมิตร   ขอบคุณพระอาจารย์ไพบูลย์และพระอาจารย์ปราโมช   และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยคือ พระอาจารย์ไพศาล  วิสาโล  ต้นแบบการมีชีวิตที่สงบเย็นและเป็นประโยชน์  ทำให้ก้าวเดินของฉันแต่ละก้าวที่ก้าวไปตามความสูงชันของดอยสบลานไม่เป็นภาระของใจ   และท้ายที่สุดคือขอบคุณการมีลมหายใจที่อ่อนโยนและช้าลงของตนเอง   ขอบคุณมากค่ะ                                                            ........... ดาริกา  ธาร.
&#60;/p&#62;</description>
		</item>
		<item>
			<title>admin บน "บันทึกดูงานฉือจี้ โดยเสริมพงษ์ คุณาวงศ์"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/forum/topic.php?id=21#post-83</link>
			<pubDate>จันทร์, 25 ม.ค. 2010 10:26:30 +0000</pubDate>
			<dc:creator>admin</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">83@http://www.arsomsilp.ac.th/forum/</guid>
			<description>&#60;p&#62;1&#60;br /&#62;
พุทธฉือจี้   ไต้หวัน&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สืบเนื่องจาก การไปดูงานพุทธฉือจี้ที่ไต้หวัน ของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 14-17 ม.ค. 2553   โดยเน้นที่โรงพยาบาลทั้งการออกแบบ  การจัดการ ระบบจิตอาสาแนวฉือจี้  และการจัดการขยะรีไซเคิลทั้งในโรงพยาบาลและภายนอก  คณะที่ไปประกอบด้วย รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตฯ  อาจารย์มหาวิทยาลัย 2 ท่าน  แพทย์ 2 ท่าน พยาบาลวิชาชีพ 6 ท่าน และนักการศึกษา 1 ท่าน  รวม 12 ท่าน    การดูงานครั้งนี้  ผมมีความรู้สึกความคิดหลายประการ อยากแบ่งปันให้เพื่อนๆได้รับรู้&#60;br /&#62;
ในการดูงานที่ไต้หวัน จะมีสมาชิกฉือจี้มาต้อนรับดูแลตลอดเวลา  หนึ่งในผู้มาดูแลที่พวกเราประทับใจมากท่านหนึ่ง เป็นสมาชิกอาวุโสอายุ 73 ปี ท่านเป็นสมาชิกฉีอจี้กว่า 20 ปีแล้ว ท่านเรียกตัวเองว่า สุ่ยมามา  สุ่ยมามา บอกว่าคนฉือจี้ หน้ายิ้ม ปากหวาน  ดวงตาสดใส  ตัวอ่อนโน้มลงง่าย  สองมือว่องไว  เคลื่อนไหวนิ่มนวล  ทำให้เห็นว่าชาวฉือจี้ฝึกกายภายนอกสู่ใจภายใน  เมื่อฝึกนานเข้า  ใจภายในจะแสดงออกสู่กายภายนอกเป็นธรรมชาติ  ท่านเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพุทธฉือจี้  และชาวฉือจี้ตั้งแต่สมัยแรกๆ  ทำให้มองเห็นปัจจัยความเป็นไปจนก่อให้เกิดวันนี้ชัดขึ้น  ช่วยให้มีกำลังใจทำความดี   เห็นระบบแม่ไก่ของฉือจี้ที่ใส่ใจฟูมฟัก สมาชิกรุ่นหลังด้วยความรักและไมตรีอันอบอุ่น สร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน ที่ดึงดูดคนให้เข้ามา  จากน้ำหยดน้อยมารวมกันเป็นธารน้ำใหญ่ที่ทรงพลัง สามารถรังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ได้  สร้างปีติสุขแก่ผู้คน เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้หวนหาอยากเข้าร่วมงาน&#60;br /&#62;
การใช้ภาษามือเป็นการฝึกฝนให้กาย วาจา ใจ เป็นหนึ่งเดียวกัน กล่าวคือ คำพูดคือความคิดส่งพร้อมกับการเคลื่อนมือ  3 ส่วนหลอมเป็นหนึ่งในขณะเดียวกัน  ถ้าขณะนั้นอารมณ์ความรู้สึกตรงกับสารที่ส่งไป  พลังของการสื่อความจะชัดแรง ทรงพลัง&#60;br /&#62;
	การใช้ภาชนะใส่อาหาร  ตะเกียบ ช้อน  ถ้วยน้ำส่วนตัว  แม้ไม่เห็นเหตุผลชัดนักว่า เป็นเหตุผลเรื่องสุขภาพ   การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือการฝึกตนเอง  แต่ก็ชวนให้นึกถึง การกินข้าวในกะละมังของชาวสันติอโศก  และการพกช้อนส้อมติดตัวของพระสงฆ์ไทยสมัยก่อน  สำหรับผมการทำเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนตัวเอง ให้นึกถึงสิ่งแวดล้อม  คุณค่าอาหาร  และสำรวมการกิน&#60;br /&#62;
	การเยี่ยมชมศาลาจิ้งซือ จากสระบัวที่สงบเย็น  นำสู่เรื่องราวดีๆของชาวฉือจี้  ห้องโถงที่ประชุมที่สง่างาม สงบ   การออกแบบที่นั่งที่สะท้อนปัญญาอันละเอียดอ่อน  สมคำ “จิ้งซือ” ที่แปลหยาบๆว่า ปัญญาที่เกิดจากความสงบ  ได้รับรู้ความตั้งใจดูแลของชาวฉือจี้ แม้เพิ่งพบกันก็สังเกตได้สัมผัสได้ถึงความใส่ใจอันอบอุ่น&#60;br /&#62;
	ที่โรงพยาบาลฮวาเหลียนฉือจี้  เห็นความละเอียดอ่อนในการจัดการสุขอนามัย เช่นก๊อกน้ำที่เปิดปิดน้ำโดยใช้ที่เหยียบ  การออกแบบถังใส่ขยะ ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน ประโยชน์ชัดเจน    การจัดการแยกขยะตั้งแต่ต้นโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นสำคัญ   การจัดการที่มีระเบียบที่ชัดเจนมีเหตุผลทำให้เห็นคุณค่าของการมีวินัย&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;2&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;	ที่มหาวิทยาลัยฉือจี้ การรับรู้เรื่องราวของบรมครูผู้ไร้เสียง แม้รู้เรื่องราวการปฏิบัติต่ออาจารย์ใหญ่มาแล้ว แต่สิ่งที่สัมผัสได้ขณะที่เยี่ยมชมคือ จิตใหญ่ที่ยินดีเสียสละสิ่งที่รักและหวงแหนให้กับคนที่รู้คุณค่า เพื่อสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อผู้อื่น     ความกตัญญูรู้คุณในใจของแพทย์ ที่ก่อเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับญาติอาจารย์ใหญ่  ได้เห็นความรักความอาลัยผู้ที่จากไป  แต่ก็ยังยินดีสละร่างกายให้เป็นเครื่องศึกษาให้ตนได้มีความรู้      เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนแพทย์ในไทยเราเรายังต้องพัฒนาอีกมาก&#60;br /&#62;
 ที่ห้องพิธีชงชา   สัมผัสเสียงกู่เจิ้งชวนให้วางเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมาลง  ได้เห็นอากัปกิริยาน้ำเสียง การพูดจาของท่านอาจารย์ที่เป็นภรรยาของท่านอธิการบดี ที่ท่านบรรยายเรื่องราวการชงชาแสดงผลการฝึกฝนจากภายในใจ สะท้อนออกมาเป็นกิริยาท่าทางภายนอก  เป็นความสงบ สง่างาม อ่อนโยน นิ่มนวล ทำให้เกิดความชื่นชมประทับใจ   การสาธิตพิธีการชงชาที่มีขั้นตอนที่พิถีพิถัน ละเอียดอ่อน  น่าจะมีหลักวิชาแฝงอยู่มาก  หากดูเพียงหยาบๆ น่าจะเป็นการฝึกจิตไม่ให้เป็นอิสระเผอเรอ  ดูไปน่าจะเหมือนการฝึกมวยไทจี๋ฉวนที่มี 3 ขั้น คือ สิง(sing) ฝึกท่าทางให้ถูกต้อง   อี้(yi)  กำกับความคิดให้ถูกทาง   พัฒนาจนเป็น เสิน((shen)  เกิดปัญญาหยั่งรู้ผุดขึ้นมาเป็นธรรมชาติ  เป็นการฝึกจิตที่เปรียบเหมือนฝึกลิงที่ไม่อยู่สุขให้เปลี่ยนเป็นม้าที่ใช้งานได้ มีพละกำลังมาก (เลี่ยนซินเปี้ยนอี้)  ท่านอาจารย์ที่สาธิตชงชา ก็มีไมตรีที่อบอุ่นมาก  ท่านยังกรุณามอบขนมที่แสนอร่อยให้พวกเราทุกคน&#60;br /&#62;
	การเยี่ยมสมณรามจิ้งซือ  อารามนักบวชที่ท่านธรรมาจารย์และพระภิกษุณีพำนักอยู่มา 40 ปีมีการก่อสร้างเพิ่มเติม 15 ครั้ง  ท่านพาดูเเณรน้อยหินสลักนอนหนุนบักฮื้อ(ที่ใช้เคาะประกอบการสวดมนต์จีน ทำจากไม้เป็นรูปปลา)หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข   ท่านเตือนใจไม่ให้ประมาทในการปฏิบัติตน อย่าหยุดเพียงแค่สงบอย่างหลับไหล&#60;br /&#62;
เห็นผู้คนทั้งเด็กและคนชรา ช่วยกันบรรจุอาหารสำเร็จรูป   เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้คนที่ประสบภัยในไฮติ ด้วยความกรุณาที่อุ่นระอุไอแห่งความรัก ประกอบการพิจารณาตรึกตรองด้วยปัญญา  นำสู่การลงมือที่ละเอียดประณีตว่องไวทันการ จนถึงการมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่ผู้อื่นอย่างอ่อนน้อมสำนึกบุญคุณ&#60;br /&#62;
เห็นภาพท่านธรรมาจารย์ กับคนพิการ 3 คนกับสามล้อคันหนึ่ง   คนหนึ่งตาดีขาเสียควบคุม&#60;br /&#62;
รถ  คนขาดีแต่ตาบอดคอยถีบรถ  คนที่สามทั้งตาไม่ดีขาก็เสียแต่มือใช้การได้  สามคนรวมกันสามารถทำความดีได้  ทำให้เห็นว่าการเกื้อกูลกันของผู้คน ที่ยอมรับในข้อด้อยที่พร่องของตนและยินดีรับการเสริมชดเชยจุดด้อยของตนจากผู้อื่นก็สามารถทำความดี โดยไม่มัวมาท้อกับความพิการ&#60;br /&#62;
   การเห็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างถึงที่สุด    ทำให้นึกถึงการใช้จีวรที่พระ&#60;br /&#62;
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสแก่พระอานนท์  และเรื่องการเป็นเศรษฐีที่เริ่มต้นจากการใช้ประโยชน์จากซากหนูตายในเรื่องชาดก  เตือนให้สังวรระวังการใช้สิ่งของ     &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;3&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;การได้รับอาหารที่ปรุงโดยภิกษุณี  ปรุงพิเศษเพื่อถูกปากคนไทย สะเทือนความรู้สึกในใจว่า เราทำความดีอะไรที่สมควรจะได้รับอาหารนี้หรือยัง  เราได้ใช้สังขารร่างกายนี้ยังประโยชน์แก่โลกบ้างหรือเปล่า      ได้เห็นการทำเทียนไข โรงงานแปรรูปอาหารเล็กๆ  โรงงานทำเซรามิคที่ระลึกเล็กๆเพื่อขายในร้านเครือข่าย สร้างรายได้มาใช้จ่ายในงานของมูลนิธิ ไม่ขายให้ร้านค้าภายนอกบางส่วนทำไว้แจกเพื่อช่วยเหลือคน  เป็นการพึ่งตัวเองโดยไม่เบียดเบียนรุกรานใคร มีแต่ให้ ไม่นำออกขายแข่งผู้อื่น&#60;br /&#62;
	บรรยากาศที่โรงพยาบาลซินเตี้ยนฉือจี้ รู้สึกสบาย สงบ มีการจรรโลงใจให้มีความสุขด้วยเสียงดนตรี และงานศิลปะจากอาสาสมัคร  ทุกวันเสาร์ผู้ป่วยและญาติจะได้รับเชิญร่วมงานเลี้ยงน้ำชากับหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ มีโอกาสพูดคุยสนทนากัน  มีการแสดงของแพทย์และพยาบาลเพื่อให้เห็นว่าหมอพยาบาลก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป     ที่จิ้งซือบุ๊คชอพ จับได้คำสอนท่านธรรมาจารย์ที่ “โดน” ใจ ให้มุ่งมั่นเดินหน้าอย่ามัวลังเล ตอกย้ำคำเตือนจากเณรน้อย&#60;br /&#62;
	สถานีรีไซเคิล ดูสะอาดเป็นระเบียบ น่าชมประสิทธิภาพในการจัดการ   ที่สถานีโทรทัศน์ ต้าอ้าย ได้ฟังเรื่องเล่าจากประธานฉือจี้ประเทศแคนาดา เรื่องการสร้างการยอมรับด้วยการสร้างความดีแบบฉือจี้ เช่นที่แคนาดา  เมื่อชาวจีนและชาวตะวันออกที่ได้สิทธิเป็นพลเมืองเข้าไปอยู่จะไม่ได้รับการต้อนรับ  ท่านจึงชวนให้ปฏิบัติตัวแบบชาวฉือจี้ด้วยการสละเงินสละเวลาออกช่วยคนที่ขาดแคลนพึ่งตัวเองไม่ได้ หลังจากการออกปฏิบัติการต่อเนื่องระยะหนึ่ง สถานการณ์ทุกอย่างก็ดีขึ้น  ผู้คนที่ฉือจี้ให้ความช่วยเหลือบอกว่า  ฉือจี้ไม่เหมือนองค์กรการกุศลอื่นๆที่มาช่วยเขา ตรงที่มาช่วยเขาแล้วยังขอบคุณเขาอีกด้วย ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า ศักดิ์ศรีความเป็นคนกลับคืนมาทำให้อยากทำดี  ผลงานของชาวฉือจี้ที่แคนาดาทำให้นายกเทศมนตรีเมืองแวนคูเวอร์  มาออกปากบอกท่านธรรมาจารย์เมื่อครั้งมาเยี่ยมฉือจี้ ไต้หวันว่า  “โชคดีที่เมืองแวนคูเวอร์มีชาวฉือจี้”   กรณีการช่วยเหลือชาวจีนที่มณฑลอันฮุย   คำพูดของผู้ว่าการมณฑลก็สะเทือนความรู้สึกผมมาก ที่ว่า “ถ้าแผ่นดินใหญ่ต้องรบกับไต้หวัน  จะไม่มีทหารจากมณฑลอันฮุยไปออกรบ แม้แต่คนเดียว”  ทำให้รู้สึกว่า การกระทำด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนหล่อหลอมตนเองจนชัดเจน สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้  จนเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น ผมมั่นใจว่าสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ในทุกแห่งของโลก  ตราบเท่าที่มีพลังแห่งศรัทธาในความรักที่ไม่มีเงื่อนไข  และความมุ่งมั่นที่จะลงมือกระทำ  ที่สำคัญเรามีเพื่อน  มีเส้นทางที่เคยเดิน  เป็นเครื่องมือช่วยให้เดินหน้าได้เร็วขึ้น  สิ่งที่ต้องทำคือ “เริ่มทันที”
&#60;/p&#62;</description>
		</item>
		<item>
			<title>admin บน "สนใจอยากทราบหลักสูตรศึกษาศาสตร"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/forum/topic.php?id=16#post-75</link>
			<pubDate>อาทิตย์, 17 ม.ค. 2010 02:06:41 +0000</pubDate>
			<dc:creator>admin</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">75@http://www.arsomsilp.ac.th/forum/</guid>
			<description>&#60;p&#62;สนใจอยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต&#60;br /&#62;
&#60;a href=&#34;mailto:apisada_t@hotmail.com&#34;&#62;apisada_t@hotmail.com&#60;/a&#62;
&#60;/p&#62;</description>
		</item>
		<item>
			<title>admin บน "สวัสดีทุกท่าน"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/forum/topic.php?id=8#post-49</link>
			<pubDate>อังคาร, 29 ธ.ค. 2009 17:02:31 +0000</pubDate>
			<dc:creator>admin</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">49@http://www.arsomsilp.ac.th/forum/</guid>
			<description>&#60;p&#62;ยินดีต้อนรับสู่เวปบอร์ดสถาบันอาศรมศิลป์ เราทำการปรับปรุงเวปบอร์ดนี้ใหม่เพื่อการติดต่อที่คล่องตัวในการสื่อสารร่วมกัน และพร้อมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นดีๆจากทุกท่านเสมอ&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;เวปมาสเตอร์
&#60;/p&#62;</description>
		</item>

	</channel>
</rss>
