การอนุรักษ์ และฟื้นฟูวัดคูเต่า

ที่ตั้งโครงการวัดคูเต่า เลขที่ 1 บ.หัวนอนวัด ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา
เจ้าของโครงการวัดคูเต่า จ.สงขลา
สถาปนิก/สำนักงานสถาปนิกอาศรมสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม สถาบันอาศรมศิลป์
ที่ปรึกษา ด้านภูมิวัฒนธรรมรองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม
ที่ปรึกษา ด้านสิ่งแวดล้อมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ยงยุทธ จรรยารักษ์
ที่ปรึกษา ด้านการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยงธนิศร์ พิมลเสถียร
ผู้ก่อสร้างช่างท้องถิ่น และชาวชุมชน
พื้นที่ใช้สอย75 ตารางเมตร
ค่าก่อสร้าง350,000 บาท

รางวัลอาคารอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น ปี 2544 สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

รางวัลเเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม ทางภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ปี 2544 องค์การการศึกษา วัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

รางวัลชนะเลิศวัดพัฒนาดีเด่น ด้านเศรษฐกิจพอเพียงในระดับจังหวัด ปี 2552

รางวัลพัฒนาดีเด่น ด้านเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ศาลาเรียน วัดคูเต่า

“ศาลาเรียน วัดคูเต่า” เป็นโครงการอนุรักษ์และปรับปรุงอาคารด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เจ้าอาวาสและชุมชนต้องการอนุรักษ์โบราณสถานใน พื้นที่วัดคูเต่า เพื่อให้อาคารยังคงใช้ประโยชน์ได้ และให้ลูกหลานได้ศึกษาถึงอดีตของท้องถิ่นตนเอง ขณะเดียวกันสถาบันฯมีความสนใจให้นักศึกษาได้เรียนรู้ งานอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอย่างมีส่วนร่วม จึงได้ร่วมทำงานกับชุมชนโดยดำเนินการซ่อมแซมศาลาหลังแรกก่อน เพราะศาลาหลังนี้มีคุณค่าทางด้านจิตใจ ต่อคนท้องถิ่น มีอายุกว่าร้อยปีแต่อยู่ในสภาพทรุดโทรม กว่า 2 ปีที่วัด ชุมชนและสถาบันฯ ได้ร่วมกระบวนการฟื้นฟูวัดและชุมชน ส่งผลให้ศาลาได้รับการบูรณะด้วยมือของคนในชุมชน ทั้งการหาทุนและการลงมือปรับปรุงซ่อมแซม

แรงบันดาลใจ

โครงการนี้เกิดขึ้นจากการที่สถาบันอาศรมศิลป์ได้ไปทัศนศึกษาเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้ได้พบกับศาลาเก่าริม คลองขุดที่หมอบตัวราบอยู่บนลานทรายใต้ต้นฉำฉาใหญ่ เป็นความงดงามบริสุทธิ์ที่ได้พบในวัดคูเต่า หลังจากที่ได้สอบถามความคิดเห็นพบว่าชุมชนต้องการ ดำเนินการอนุรักษ์ซ่อมแซมเพื่อให้ศาลาได้ใช้ประโยชน์และเพื่อให้ลูกหลานได้ดูได้ศึกษาถึงอดีตของ ท้องถิ่นตนเอง แต่เนื่องจากทางวัดขาดงบประมาณ และ ไม่มีความรู้ความชำนาญในการอนุรักษ์อย่างถูกต้องจึงยังไม่ดำเนินการใดๆ ซึ่งทางสถาบันฯ และแกนนำชุมชนเห็นว่าควรดำเนินการซ่อมแซมศาลาหลังนี้ เป็นอันดับแรกก่อน เนื่องจากมีอายุกว่าร้อยปี และอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ซึ่งศาลาหลังนี้มีคุณค่าทางด้านจิตใจต่อคนท้องถิ่น เพราะเป็นอาคารเรียน หลังแรกในท้องถิ่นและเป็นศูนย์รวมเพื่อรองรับงาน ประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและวิถีชีวิต

เป้าหมายโครงการ

ด้วยเงื่อนไขและบริบทดังกล่าว จึงได้กำหนดเป้าหมายเชิงคุณค่าในการดำเนินโครงการไว้ 3 ประการได้แก่

  1. ให้การอนุรักษ์และปรับปรุงสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูวิถีวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อให้วัดคูเต่าเป็น  “ขวัญ”  ของชุมชนเช่นในอดีตที่ผ่านมา 
  2. สร้างโอกาสให้ลูกหลานได้เรียนรู้สืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ด้วยกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างมีส่วนร่วม
  3. สร้างแบบอย่างในการอนุรักษ์และปรุบปรุงโบราณสถานร่วมกับชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนสามารถรักษาและสืบสานมรดกสถาปัตยกรรมอื่นๆ ต่อไปได้ด้วยตนเอง

วัด ชุมชน และสถาปนิก (ภาคที่หนึ่ง)

ในศาลาเรียน ท่านเจ้าอาวาส ชาวบ้าน( กรรมการวัด ) และสถาปนิกกำลังนั่งปรึกษาหารือร่วมกันในการซ่อมศาลาเรียนอายุเกือบ 100 ปี ……..  แต่สักพักฝนก็ตก น้ำฝนรั่วลงหัวเปียกกันหมด

 

ท่านเจ้าอาวาส :  หลา( ศาลา ) นี้นั่งเย็นสบายนะ (มือปาดหน้าผากที่เปียกน้ำ ) เสียแต่แฉะไปหน่อย ถ้าจะซ่อมเราจะทำพรือกันดีนิ

ครูวัน :  หลาโทรมมากแล้ว เราน่าจะช่วยกันหาทางซ่อมหลา  รักษาไว้ให้กลับมาใช้ได้อีก … หมัยก่อนอาคารเก่า ๆ ช่างชาวบ้าน ปู่ ย่า ตา ทวดของเราก็ซ่อมแซม ดูแลรักษากันมา…ฉันเป็นลูกเป็นหลานก็อยากจะเก็บรักษาหลานี้ไว้เป็นสมบัติให้ลูกให้หลานมัน…

ครูเปลื้อง :  เก่าแก่หนาดนี้ไม่รู้จะซ่อมพันพรือ… งานอนุรักษ์ชาวบ้านอย่างเรา ๆ จะทำได้หม่ายนิ

ป้าปิ้ม :  วันก่อนเห็นสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์เขามาบอกว่าจะมาร่วมกับชุมชนบูรณะหลานี้ นั้นไงมากันโน้นแล้ว

สถาปนิก :  สวัสดีครับ ลุง ๆ ป้า ๆ พวกเราไปช่วยกันซ่อมศาลาเรียนที่วัดกันไหมครับ


การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย

การอนุรักษ์และปรับปรุงอาคารด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม สามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่

 

ระยะที่หนึ่ง : ทำความเข้าใจภาพรวมของชุมชน  และประเมินความเป็นไปได้ในการอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วม เริ่มต้นจากทีมงานได้กระจายตัวอยู่ อาศัยกับชาวชุมชนเหมือนลูกหลาน หลังจากนั้นจึงเริ่มสำรวจข้อมูล และเปิดเวทีเสวนากับชาวชุมชน ทำให้ทราบว่าวัดนี้เคยรุ่งเรืองมากในอดีต แต่ปัจจุบัน ศรัทธาดังกล่าวกลับเสื่อมถอยลง เกิดการย้ายถิ่นของคนวัยหนุ่มสาว อันเนื่องมาจากผลของพัฒนา แบบทุนนิยม และปัญหาจากการบริหารงานในท้องถิ่น

ช่วงที่สอง : กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม และสำนึกความเป็นเจ้าของ เมื่อพบกับปัญหาดังกล่าว ทางสถาบันฯ จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้ ชาวชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่นเกิดสำนึกรักษ์มากขึ้น เพื่อไม่ให้ศาลาที่ต้องการบูรณะเป็นเพียงซากโบราณสถานที่ไม่มีการใช้งาน และไม่ได้รับการดูแล รักษา กิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย แผนที่สิ่งดี  (People Mapping) นิทรรศการภาพเก่าเล่าเรื่องที่จัดขึ้นใน ตลาดนัด กิจกรรมศิลปะเด็ก และรวมถึงการ ทำแผนที่สัมพันธ์เครือญาติ (Family Tree) เป็นต้น

ช่วงที่สี่ : สรุปรูปแบบการบูรณะและการหางบประมาณเพื่อซ่อมแซม  ทีมงานได้ทำการศึกษาศาลาพื้นถิ่นภาคใต้ และนำเสนอทางเลือกในการ อนุรักษ์สี่รูปแบบเพื่อให้ชุมชนเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด  ซึ่งผลการลงความเห็นได้มติเอกฉันท์ในรูปแบบที่เป็นการเสริมความแข็งแรง (Consolidation) และยกศาลาให้สูงขึ้นเท่ากับระดับความสูงในอดีต หลังจากนั้นทางแกนนำวัดได้จัดงานทอดผ้าป่าขึ้น ชาวบ้านมีจิตศรัทธาเป็นอย่างมาก รวมได้งบประมาณ ถึงหกแสนกว่าบาท เกินกว่าที่ประเมินเอาไว้มาก การบูรณะศาลาจึงได้เริ่มต้นขึ้น

ช่วงที่สาม : สื่อสารคุณค่าความงามทางสถาปัตยกรรม  ทีมงานได้จัดกิจกรรมค่าย Kutao Vernadoc Camp ร่วมกับสถาบันการศึกษาท้องถิ่น สองแห่งเพื่อปลูกจิตสำนึกในคุณค่าศิลปะ สถาปัตยกรรม นักศึกษาที่ร่วมกิจกรรมทุกคนประทับใจและเห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรม และบางคนแสดง ความต้องการที่จะเข้าร่วมโครงการอนุรักษ์ศาลาหลังนี้ด้วย

ตัวอย่างผลงาน Vernadoc (งานวาดเส้นเชิงสถาปัตยกรรมเสมือนจริง) ของนักศึกษา

ช่วงที่ห้า : การบูรณะซ่อมแซม การบูรณะได้เริ่มต้นขึ้นด้วยการฟื้นฟูพิธีกรรมบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอขมาในการบูรณปฏิสังขรณ์ศาลา  โดยมีหลักการในการซ่อมแซมไว้ว่า “จะไม่จัดจ้าง ผู้รับเหมามาดำเนินการซ่อมแซม แต่จะให้ช่างท้องถิ่นเป็นทีมหลัก ส่วนใดที่ทำเองไม่ได้ก็ให้เชิญผู้เชี่ยวมาดำเนินการเฉพาะส่วน ”  นอกจากนี้ทางวัดได้มี แผนงานประจำสัปดาห์ที่ให้ชาวบ้านได้เข้ามามีส่วนร่วมในการซ่อมแซมศาลาของพวกเขา เริ่มตั้งแต่การรื้อถอนศาลา  ตลอดจนถึงการร่วมขัดล้างกระเบื้อง หลังคาทีละแผ่น เป็นต้น

วัด ชุมชน และสถาปนิก (ภาคที่สอง)

ครูวัน : ดีใจที่เห็นคนมาช่วยกัน   ไม่คิดว่าจะทำได้หนาดนี้  … ช่วงแรกก็หนักใจเพราะไม่หอน (เคย)ทำ   แต่ก็ภูมิใจที่ได้ลงมือทำเอง …  ถ้ามีงานซ่อมคราวหน้าอีก น้องไม่มา พี่ก็จะมา

พี่ยาน : ภูมิใจที่หลากลับมาสวยงามเหมือนเดิม งานซ่อมใช้เบี้ยไม่มาก ได้อาคารที่สวยกลับมาใช้ได้อีก

น้าลอน : ประทับใจที่ได้มาช่วยกันทำ หลาน ๆ ยังบอกว่า “ หลานี้ น้าเป็นคนทำ ”

เจ้าอาวาส : ยังเหลือหลาอีกหลัง ….ช่วยกันทำต่อดีม่าย ??? 

ชาวบ้าน : ทั้งหมดไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่มองหน้ากันแล้วก็อมยิ้ม

 

เมื่องานเสร็จสิ้น

โครงการนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น  ปี  2554  จากสมาคมสถาปนิกสยามฯ  และ  Honorable Mention : 2011 UNESCO Asia- Pacific Heritage Award  แต่สิ่งที่น่าภูมิใจคือ หลังจากจบโครงการชาวชุมชนสามารถบูรณะและปรับปรุงโบราณสถานอื่นๆ  ภายในวัดได้ด้วยตนเอง  โดยไม่ ต้องรอความช่วยเหลือจากภายนอก การรักษาความเป็นของแท้ดั้งเดิมด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม

 

การรักษาความเป็นของแท้ดั้งเดิม  (Authenticity) หรือการรักษาในเชิงคุณค่า เป็นหัวใจสำคัญในการอนุรักษ์ ซึ่งการรักษาความดั้งเดิมนี้จำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องรักษาทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม หรือความหมายเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Meaning)  ในการอนุรักษ์ศาลาเรียนวัดคูเต่าได้ใช้กระบวน การมีส่วนร่วมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรักษาความดั้งเดิมและคุณค่าดังกล่าว กล่าวคือ การรักษาความเป็นของแท้ดั้งเดิมในเชิงนามธรรม หรือความหมายเชิง สัญลักษณ์นั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่การฟื้นฟูพิธีกรรมทางด้านจิตวิญญาณก่อนที่จะทำการบูรณะศาลา  เนื่องจากเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมเพื่อเป็นการบอกกล่าว  และขอ ขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามที่วัดเคยทำมาแล้วในอดีต นอกจากนี้ในอดีตที่อาคารต่างๆ   ภายในวัดก็ถูกร่วมกันสร้างโดยพระและชาวชุมชน ดังนั้นการที่ชุมชนมี ส่วนร่วนกันรื้อศาลาตลอดจนร่วมกันบูรณะศาลาในทุกขั้นตอน  จึงเป็นกระบวนการที่สร้างความทรงจำร่วม (Collective Memory) ให้แก่ชาวชุมชนเป็นการ ส่งต่อคุณค่าและปลูกฝังความทรงจำสู่คนรุ่นใหม่บนรากฐานวัฒนธรรมเดิม 

ในส่วนของการรักษาความเป็นของแท้ดั้งเดิมในเชิงรูปธรรมเกิดขึ้นจากการที่ชาวชุมชน ร่วมกันขัดล้างกระเบื้องหลังคาเก่าที่ละแผ่นเพื่อนำกลับไป ใช้ใหม่  โดยใช้กระเบื้องใหม่เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลอนลูกสักที่ใช้เพื่อรับแปหลังคาก็ยังคงเทคนิคการก่อสร้างแบบเดิมไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึง ภูมิปัญญาเชิงช่างท้องถิ่น นอกจากในส่วนโครงสร้างหลักก็ยังคงรักษาชิ้นส่วนชิ้นเสริมเพียง บางจุดเพื่อความแข็งแรง  มีเพียงตอม่อเท่านั้นที่เป็นของใหม่เพื่อ ยกระดับอาคารให้เท่ากับความสูงในอดีต จึงทำให้ศาลาหลังนี้เมื่อได้รับการบูรณะแล้วยังคงเห็นถึงความคล่ำของอาคารที่ผ่านกาลเวลา (Patina of Age) เนื่องจากใช้ชิ้นส่วนและองค์ประกอบเดิมเกือบทั้งหมดแต่เสริมความแข็งแรงเพื่อรองรับ ประโยชน์ใช้สอยในปัจจุบันและอนาคต

บันทึกประสบการณ์การทำงานทั้งจากคณะทำงานและชาวบ้านในท้องถิ่นเพื่อเผยอพร่กระบวนการอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วมและนำเสนอคุณค่าในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโดยคนท้องถิ่น