จากการได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดนาป่าพง จ. ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2552 ตามข้อกำหนดของคณะศึกษาศาสตร์ สถาบันอาศรมศิลป์ นั้น สามารถสรุปได้ดังนั้
สิ่งที่หนึ่ง
การอย่าด่วนตัดสินคนหรือสิ่งใดๆโดยที่เรายังไม่รู้จัก ยังไม่ศึกษาคนนั้นๆ หรือสิ่งนั้นๆอย่างดีพอ
เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนได้ข้อเตือนใจนี้และที่เกี่ยวข้องกับการไปอยู่วัดมี 2 เหตุการณ์ ดังนี้
เหตุการณ์ที่ 1
ผู้เขียนเองเคยได้ยินชื่อและรู้จักพระอาจารย์คึกฤทธิ์มาก่อน แต่ในช่วงเวลานั้นผู้เขียนกำลังศึกษาและฟังธรรมจากพระอาจารย์อีกพระอาจารย์หนึ่งซึ่งให้แง่คิดที่ดี และทำให้ผู้เขียนคุ้นชินกับวิธีการพูดและการอธิบายธรรมของพระอาจารย์ท่านนั้น และเมื่อมีเหตุการณ์ให้ได้ CD ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์มาแล้วลองเปิดฟัง แต่เป็นการฟังในช่วงเวลาที่สั้นมาก และรู้สึกไม่คุ้น รวมทั้งรู้สึกขัดแย้งในบางเรื่องกับสิ่งที่พระอาจารย์ท่านแรกพูด (ซึ่งคงเป็นเพราะความไม่รู้จริงของผู้เขียน จึงคิดว่าสิ่งที่พระอาจารย์ทั้ง 2 ท่านพูดนั้นขัดแย้งกัน) ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผู้เขียนไม่สนใจที่จะฟัง CD แผ่นนั้นอีกเลย และเมื่อ อาจารย์รุ่นพี่ที่คณะฯ พูดถึงพระอาจารย์ คึกฤทธิ์ด้วยความชื่นชม ผู้เขียนยังแสดงความเห็นแย้ง - ทั้งๆที่ไม่รู้จักพระอาจารย์คึกฤทธิ์อย่างจริงจัง
จนเมื่อถึงเหตุการณ์บังคับให้ต้องหาวัดเพื่อไปปฏิบัติธรรม ผู้เขียนใช้เวลาเป็นอาทิตย์ในการหาวัดที่ผู้เขียนรู้สึกอยากจะไปปฏิบัติธรรม ภายใต้เงื่อนไขที่อยากหาวัดที่เรียบง่ายและสงบ โดยที่เมื่อหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เนต โดยใช้คำว่า “วัดป่า” ซึ่งผลที่ได้ คือ มีรายชื่อวัดป่าจำนวนมากให้เลือก แต่เมื่อ link เข้าไปทั้งหมดจะมีภาพของเจดีย์บ้าง โบสถ์บ้างที่ใหญ่โต ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ตลอดมาผู้เขียนไม่ค่อยศรัทธาในศาสนาพุทธที่เป็นอยู่ในสังคมไทย ถึงแม้ว่าจะด้วยความรู้งูๆปลาๆเกี่ยวกับศาสนาพุทธของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนก็ยังพอเข้าใจว่า ศาสนาพุทธพูดถึงการปล่อยวาง การไม่ยึดในตัวตน ซึ่งเท่าที่ประสบการณ์และความรู้ที่ผู้เขียนมีในขณะนั้น ผู้เขียนรู้สึกประทับใจกับสวนโมกข์ของท่านพุทธทาส ด้วยความรู้สึกนั้นทำให้ผู้เขียนพยายามหาวัดที่ผู้เขียน “รู้สึก” อยากไป วัดที่ถ้าไปแล้วจะวางใจให้ไม่ขุ่นมัวกับความอลังการของสิ่งก่อสร้าง จนเจอกับคำว่า “วัดนาป่าพง” ที่คุ้นชื่อ ซึ่งเมื่อ click เข้าไปจึงรู้ว่าเป็นวัดที่อาจารย์รุ่นพี่ที่คณะฯเคยพูดถึง และเมื่อผู้เขียนเห็นรูปของกุฏิที่เล็กๆ และเรียบง่าย รวมทั้งเป็นวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง โดยเวลาในการเดินทางนั้นเป็นอีกข้อจำกัดหนึ่งที่ผู้เขียนมีในขณะนั้น ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้เขียนไม่สามารถทิ้งงานที่กำลังวุ่นวายอยู่ในขณะนั้นไปได้นานๆ ผู้เขียนจึงตัดสินใจไปดูวัดนาป่าพงก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะเคยรู้สึกตั้งคำถามกับสิ่งที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์พูดมาก่อน
วันเสาร์ที่ 28 เมษายน เป็นวันที่ลองขับรถไปที่วัด ความรู้สึกแรกที่ขับรถไปแล้วเห็นทุ่งนาเขียวขจีนั้นรู้สึกเศร้า – เราอยู่กับความเจริญ เห็นแต่ตึก อาคาร ถนน ห้างสรรพสินค้าใหญ่โต แต่นี่คือ รากของวัฒนธรรมของเรา นี่คือ อู่ข้าวอู่น้ำ นี่คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตเรา ขาดชาวนาพวกนี้เราก็จะไม่มีข้าวกิน และเพียงแค่ออกจากถนนใหญ่ไม่เท่าไหร่ – เราจะเห็นความจริงของสังคมไทย เมื่อผู้เขียนเลี้ยวรถเข้าไปในวัดซึ่งเวลาที่ไปนั้นเป็นช่วงเวลา 4โมงเย็น เห็นคนอยู่ 2-3 คน กับวัดที่ไม่มีโบสถ์ มีแต่ต้นไม้ และศาลา รู้สึกสงบและงงว่าจะไปติดต่อที่ไหน จนเดินงงๆไปเจอผู้ชายหนึ่งคน ซึ่งคิดว่าคงเป็นคนที่ทำงานในวัด โดยผู้ชายคนนั้นให้ข้อมูลว่า นี่แหละวัด เดี๋ยวจะมีเทศน์ตอน 6 โมงเย็น และนั่นคือศาลาที่จะใช้ฟังธรรม เป็นศาลาไม้ไม่ใหญ่มากอยู่ริมน้ำ และถ้าจะมาปฏิบัติธรรมก็ให้โทรมาจอง ผู้เขียนก็พยักหน้าแบบงงๆ เพราะอยากเห็นที่ที่จะต้องมานอน อยากเห็นห้องน้ำที่ต้องใช้ ซึ่งไม่เห็นอะไรสักอย่าง เดินงงๆไปก็เห็นป้ายกระดาษแปะไว้หน้าประตูที่ศาลาว่า ให้โทร”ปเบอร์นี้ๆ เพื่อติดต่อเรื่องปฏิบัติธรรม เมื่อผู้เขียนโทรไปก็เลยบอกว่าจะมา “บวช” ซึ่งคนที่รับสายก็ทำเสียงงงๆ จนผู้เขียนต้องอธิบายว่าจะมาอยู่วัดช่วงวันหยุดสงกรานต์ เขาจึงเข้าใจ พร้อมกับบอกว่า กุฏิเต็มแล้ว ต้องนอน เต้นท์ –เ - - ต้ - - น - - ท์ (God! – นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนสบถอยู่ในใจ) แล้วก็คิดต่อในใจว่า ไม่มีเวลาหาใหม่แล้ว – เต้นท์ ก็ เต้นท์ (วะ)
เช้าวันเสาร์ที่ 11 เมษายน วันแรกของการปฏิบัติธรรม หลังจากเสร็จเรื่องลงทะเบียนแล้วซึ่งเป็นเวลา 10 โมงพอดี เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ไปฟังธรรมที่ศาลาริมน้ำก่อน ผู้เขียนจึงเดินไปที่ศาลาริมน้ำ ซึ่งมีคนนั่งอยู่เต็ม ตอนที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์เดินลงมานั่งที่ศาลา ผู้เขียนรู้สึกถึงความสงบและนิ่งของพระอาจารย์ฯ และเมื่อพระอาจารย์ฯ ตอบคำถามของคนที่รอถาม นั่นทำให้ ผู้เขียนรู้สึกเสียใจและตระหนักถึงความโง่ของผู้เขียนที่ด่วนวิเคราะห์โดยที่ยังไม่รู้จริง เนื่องจากวิธีการและคำพูดที่พระอาจารย์ฯ ใช้นั้น เรียบง่ายและชัดเจน ทุกครั้งที่ตอบจะเป็นคำตอบที่ทำให้คนฟังรู้สึกสว่างไสว และเส้นประสาทในสมองเชื่อมต่อกัน - เราไม่สามารถด่วนตัดสินคนหรือสิ่งใดๆโดยที่เรายังไม่รู้จัก หรือยังไม่ศึกษาคนนั้นๆหรือสิ่งนั้นๆอย่างดีพอ -อย่างแท้จริง
เหตุการณ์ที่ 2
“อย่าตีขลุม” และอย่าเชื่อตามๆกันไป
ประเด็นที่พระอาจารย์ฯ ย้ำตลอดเวลา คือ ให้ฟังพระพุทธวัจนะ ให้สนใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน และต้องแยกให้ได้ว่า สิ่งไหน คือ สิ่งที่เป็นคำของพระพุทธเจ้า และสิ่งไหนเป็นคำของสาวก
อีกประเด็นที่ทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นได้มาก ได้แก่ เมื่อพระอาจารย์ฯ เปิดประเด็นว่า เรามักจะคิดว่า คำของพระพุทธเจ้ายาก อ่านยาก แต่จริงๆแล้ว คำของพระพุทธเจ้าไม่ยากอย่างที่เราคิด ซึ่งด้วยคำพูดนี้ทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นได้อย่างจริงจังว่า ผู้เขียนเองก็เคยคิดแบบนั้น เพราะพออ่านสิ่งที่เป็นคำของพระพุทธเจ้าไปไม่กี่หน้า ก็รู้สึกเบื่อ และไม่คุ้นกับภาษาที่ใช้ ซึ่งทำให้ “ตีขลุม” ไปว่า คำของพระพุทธเจ้านั้นยากและน่าเบื่อ คำถามที่ผู้เขียนในขณะนี้ถาม ผู้เขียนในขณะนั้น ได้แก่ ได้พยายามอย่างเต็มที่หรือยัง? แน่นอนคำตอบคือ ยัง และอีกประเด็นหนึ่งของพระอาจารย์ฯก็ออกมาอีก ได้แก่ ทำไมเราอ่านแต่คำของสาวก ทำไมเราไม่ไปอ่านไปศึกษาสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่เป็นจุดกำเนิดของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง คำพูดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้คิดและตั้งคำถามกับตนเองว่า ทำไมผู้เขียนเองไม่เคยคิดแบบนี้ ถามตนเองแบบนี้ ทำไมตอนที่อ่านหนังสือจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา แต่ไม่เคยเลยที่จะคิดว่า ทำไมต้อง “อ้อม” (detour) เพื่อที่จะรู้จักคำสอนในพุทธศาสนา ซึ่งถ้าอยากรู้ อยากเรียนให้รู้อย่างแท้จริง ทำไมไม่ใช้เส้นทางที่ตรงที่สุด คือ เรียนรู้จากคำของพระพุทธเจ้าโดยตรง
ซึ่งนี่คือ การด่วนตัดสิน การคิดโดยไม่มีข้อมูล การใช้ความไม่รู้มาบดบังปัญญา
สิ่งที่สอง
ความรู้สึกเคารพและซาบซึ้งต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความเคารพและซาบซึ้งต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ความเคารพและซาบซึ้งกับความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระพุทธเจ้า ประเด็นที่ 2 ความเคารพและซาบซึ้งกับคำของพระพุทธเจ้าหรือสิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบ
ความเคารพและซาบซึ้งกับความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระพุทธเจ้า
ความอดทน พากเพียร และสู้อย่างไม่ยอมแพ้ต่อความตั้งใจของตนเองของพระพุทธเจ้า ได้แก่ เมื่อมีคำถามต่อสิ่งใดแล้ว พระพุทธเจ้าจะพากเพียรจนได้คำตอบมา โดยการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ และวิเคราะห์ว่าหนทางนั้นเป็นหนทางที่ถูกหรือไม่
ความซาบซึ้งใจนั้นเกิดขึ้นจากการจินตนาการของผู้เขียนต่อความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นได้ของพระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้ เช่น การไปอยู่วัด การกินอาหารมื้อเดียว การตื่นตี 4 ที่เป็นข้อวัตรของผู้เขียนที่ทำในช่วงอยู่ที่วัด รวมทั้งความรู้สึกที่ต้องไกลบ้าน ไกลจากความเคยชิน ไกลจากคนที่คุ้นเคย ซึ่งแม้เป็นเวลาแค่ช่วงสั้นๆ ผู้เขียนเองยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว และทำให้ผู้เขียนคิดเปรียบเทียบกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องเจอ ต้องเผชิญ และเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญตลอดไป – ไม่มีทางเดินกลับ (ซึ่งไม่เหมือนพวกเราๆที่รู้ว่ามีช่วงเวลาที่แน่นอนที่จะอยู่ จะออกไป และจะกลับเข้ามาอีก) ทำให้ตระหนัก (คงได้ไม่หมด)ได้ถึง ความยิ่งใหญ่ ความเด็ดขาดของการตัดสินใจนั้น
การคิดเปรียบเทียบนี้เป็นความต่อเนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว ที่ผู้เขียนไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์นานาชาติเป็นเวลา 7 วัน โดยที่เช้าวันสุดท้าย ก่อนเดินทางกลับ คุณเมตตา ซึ่งเป็นหลานของท่านพุทธทาส ได้พาคนที่เข้าอบรมเดินดูสถานที่ของสวนโมกข์นานาชาติ โดยขอให้ทุกคนเดินเท้าเปล่า และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณเมตตาพาเดินเข้าไปในดงไมยราบ ซึ่งเป็นดงที่เต็มไปด้วยหนาม แน่นอนที่ผู้เขียนถึงจะผ่านการปฏิบัติธรรม 7 วันก็ตามยังหลุดการก่นด่า สบถสาบานในใจ และเมื่อไปถึงพื้นที่ที่คุณเมตตารออยู่ คุณเมตตาได้ถามว่า – เจ็บไหมครับ คิดดูนะครับว่า วันแรกที่เจ้าชายสิทธัทถะ ปลงผมและออกบวช ท่านเดินเท้าเปล่า จากเจ้าชายที่อยู่ในวัง มีชีวิตสะดวกสบาย ต้องออกมาเดินเท้าเปล่าบนพื้นดินที่มีแต่กรวด ก้อนหิน และหนาม จะเจ็บปวดขนาดไหน - ท่านอดทนขนาดไหน
ความเคารพและซาบซึ้งกับคำของพระพุทธเจ้า
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่ได้รับรู้ถึงคำของพระพุทธเจ้าผ่านพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ในการตอบประเด็นคำถามต่างๆ โดยใช้คำของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นคำตอบ เท่านี้ก็ทำให้ผู้เขียนประทับใจกับสิ่งที่พระพุทธเจ้า
- ค้นพบ และ
- วิธีการที่ถ่ายทอด สั่งสอน
ยกตัวอย่างเช่น ปฏิจสมุปบาท – ความจริงของสิ่งสมมุติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความธรรมดา เกิดขึ้นในใจเราอย่างสม่ำเสมอ แต่เรากับไม่เคยตระหนักมาก่อนเลย ไม่เคยคิด และแยกแยะ
การละนันทิ – ละความเพลิน
การกินอาหารเท่าที่จำเป็นเพื่อประทังชีพไม่ใช่กินเพื่อความอยากหรือกินตามความเพลิน
สิ่งที่สาม
ความเคารพที่มีต่อพระอาจารย์คึกฤทธิ์ในความพากเพียร ในความพยายามที่จะเรียนรู้และรู้ให้จริง
พระอาจารย์ฯ ใช้เวลาในการศึกษาคำของพระพุทธเจ้าเป็นเวลาถึง 10 ปี ด้วยสาเหตุที่ท่านเกิดคำถาม เกิดความสงสัยต่อข้อขัดแย้งที่มีในวินัยของสงฆ์ และพระอาจารย์ฯ ก็ไม่เพิกเฉยต่อข้อขัดแย้งนั้น ซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่เตือนผู้เขียนอยู่เสมอๆ ว่าอย่าละเลยอะไรง่ายๆ ถ้าจะรู้อะไรก็ต้องรู้ให้จริง แม้จะต้องใช้ความพยายามสักเท่าไหร่ก็ตาม
สิ่งที่สี่
ความคมในการตอบคำถามของพระอาจารย์คึกฤทธิ์
ความคมในการตอบคำถามของพระอาจารย์ฯ อาจเนื่องจากการศึกษาให้รู้จริงของพระอาจารย์ฯ จึงทำให้พระอาจารย์ฯสามารถตอบคำถามโดยอิงพุทธวัจนะได้ตลอด ยกตัวอย่างเช่น มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งถามว่า ตัวสุภาพสตรีท่านนั้นรู้สึกเหมือนจะเห็นหรือรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ เช่นรู้ว่าตะขาบจะขึ้นมาจากท่อน้ำหนึ่ง แล้วตะขาบก็ขึ้นมาจริงๆ พระอาจารย์ฯตอบคำถามนี้ว่า มันไม่ใช่เกิดทุกครั้งใช่ไหม แต่ใจเราไปจับอยู่เฉพาะสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เกิด แต่ไม่เห็นหรือไม่ใส่ใจกับตอนที่สิ่งหรือเหตุการณ์นั้นไม่เกิด(ตามความคาดหมาย) – เราต้องเอาอนิจจังเป็นตัวตั้ง – มันมีสิทธิที่จะไม่เกิดก็ได้ แต่คนเรามักจะยึดสิ่งที่เป็น ที่เกิด ตอนที่เป็น ตอนที่เกิด และละเลยหรือไม่เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นอนิจจัง – สำหรับผู้เขียนนั้นรู้สึกว่า แค่พลิกมุมมองเท่านั้น จากคนที่ผยอง หรือหลงว่าตนเองมีคุณสมบัติหรือความพิเศษก็จะหมดไป เหลือเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง
สิ่งที่ห้า
ได้ที่พึ่งทางใจและปัญญา
ตลอดมานั้นผู้เขียนมีคำถามต่อพิธีกรรม การสวดมนต์ และพฤติกรรมของพระสงฆ์บางส่วน แต่พระอาจารย์ฯได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีอะไรให้ถามพระพุทธเจ้า ไม่เข้าใจอะไร ให้ไปศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ สอนไว้ และด้วยคำสอนนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนได้พบหนทางที่ชัดเจนในการตอบคำถามที่มีต่อพุทธศาสนาได้ ยกตัวอย่างเช่น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องสวดมนต์ เราจะสวดมนต์ไปเพื่ออะไร เป็นต้น
สิ่งที่หก
บรรยากาศของปัญญาและการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า
ช่วง 5 วันที่ผู้เขียนไปอยู่ที่วัดนั้น ทุกวันเวลา 8:00 น. ถึง 9:00 น. ช่วง10:00 น. ถึง 12:00 น. และ 16:00 น. ถึง 18:00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนจะไปนั่งฟังพระอาจารย์ฯ ตอบคำถามและสนทนาธรรม ซึ่งเป็น 5 วันแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ทุกวินาทีที่หมดไปนั้นจะหมดไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กับความรู้ที่ทำให้คำถามต่อพุทธศาสนาที่ผู้เขียนเคยมีมาได้รับคำตอบที่ ‘เข้าใจได้’ ช่วงที่ผู้เขียนไปอยู่วัดนั้นเป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องของเทศกาลสงกรานต์ จึงทำให้ผู้เขียนเห็นคนเป็นจำนวนมากที่มาสนทนาธรรม หรือมาฟังการสนทนาธรรม และมีบางส่วนที่มาร่วมกิจกรรมทุกวัน ซึ่งหัวข้อที่สนทนาธรรมนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีเรื่องไร้สาระเลยแม้แต่คำเดียว
ในวันที่ผู้เขียนกลับจากการปฏิบัติธรรมนั้น ผู้เขียนได้แวะร้านขนมที่ผู้เขียนมาเป็นประจำ ผู้เขียนสังเกตเห็นคนที่อยู่ในร้านเป็นจำนวนมากที่นั่งอ่านนิตยสาร หรือพูดคุย ซึ่งทำให้ผู้เขียนอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ในช่วงเวลาเดียวกันที่วัดนาป่าพงนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังฟังและสนทนาธรรม ซึ่งทุกคำที่เกิดขึ้นล้วนนำไปสู่การเรียนรู้ทั้งพุทธศาสนา และเรียนรู้ตนเอง ในขณะที่กิจกรรมที่เกิดขึ้นในร้านขนมนี้นั้นไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบกิจกรรมเรียนรู้หรือเปลี่ยนแปลงทางจิตใจใดๆเลย ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับเราที่จะ ‘เลือก’ อะไร และอย่างไร กับเวลาที่มีอยู่ 24 ชั่วโมงเหมือนๆกัน
นอกจากนี้ ในช่วง 5 วันนั้น เป็นช่วงที่ประเทศไทย และกรุงเทพฯกำลังอยู่ในช่วงตึงเครียดด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง ในขณะที่ผู้เขียนและคนอื่นๆที่อยู่ในวัดยังใช้ชีวิตตามปกติ ฝึกและเรียนรู้สภาวะจิตใจของตนเอง เรียนรู้ธรรมมะ และพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนแต่เป็นการพัฒนาไปในทางที่เจริญขึ้น ทำให้เรียนรู้ได้ถึง การวางใจให้ถูกที่ การใช้เวลาอย่างมีค่า และอะไรที่เป็นความสำคัญของชีวิต
สิ่งที่เจ็ด
การอยู่ง่าย กินง่าย
การนอนในห้องที่เล็กมาก (ขนาดประมาณ 2 * 1.5 ตร. เมตร)และ นอนบนพื้นปูนนั้นทำให้ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตกับตนเองว่า แล้วเราต้องการพื้นที่เยอะๆ ใหญ่ๆ ไปทำไม ทั้งๆที่อยู่ในห้องเล็กๆ นอนพื้นแข็งๆ เราเองกลับได้พัฒนาทั้งปัญญา จิตใจ และการเรียนรู้ได้มากมาย
การกินอาหารเช่นเดียวกัน การกินมื้อเดียวและกินในชามเดียวนั้น ทำให้ผู้เขียนเริ่มเข้าใจว่า ผลดีคืออะไร เนื่องจากโดยแท้จริงแล้ว กินมื้อเดียวนั้นมนุษย์อยู่ได้ และการกินมื้อเดียวนั้น สำหรับผู้เขียนเองคิดว่าทำให้ชีวิตยุ่งยากน้อยลง เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในชีวิตเพื่อเตรียมอาหาร และล้าง
สิ่งที่แปด
การได้คำตอบต่อข้อสงสัยของความศรัทธาต่อคำของพระพุทธเจ้า
ทำไมคำของพระพุทธเจ้าจึงเป็นคำที่เชื่อถือได้ – ซึ่งพระอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ตอบว่าเพราะเป็นคำ (สอน)ของคนที่ไม่มีกิเลสแล้ว
ด้วยคำพูดดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนทบทวนกับตัวเองอย่างจริงจังถึงคำพูดและการกระทำของตนเองว่า อะไรบ้างและอย่างไรบ้างที่เกิดขึ้นหรือเป็นแรงผลักดันจากกิเลส และผลของมัน คืออะไร
บทส่งท้าย
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปปฏิบัติธรรมที่วัดนาป่าพงนั้นยังมีอีกหลายสิ่งซึ่งคงไม่สามารถสรุปให้หมดได้ อย่างไรก็ตาม การไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในตัวผู้เขียน ทั้งมุมมองต่อโลก ต่อผู้คน ต่อศาสนาพุทธ และต่อตนเอง รวมทั้งการใช้เวลาในชีวิตโดย ‘เลือก’ ที่จะใส่ใจและไม่ใส่ใจในบางสิ่ง ‘เลือก’ ที่จะ มีบทสนทนาหรือไม่มีบทสนทนาในบางเรื่อง ‘เลือก’ ที่จะ ทำหรือไม่ทำในบางประเด็น รวมทั้งการดึงใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น
ท้ายสุดนี้ ต้องขอขอบคุณ ครูอ้นที่พูดถึงวัดนาป่าพงขึ้นมาทำให้ผู้เขียนรู้สึกมั่นใจมากขึ้นที่จะไปวัดนี้ ขอขอบคุณคณาจารย์ของอาศรมศิลป์ที่กำหนดให้ผู้เรียนต้องไปปฏิบัติธรรม เนื่องจากถ้าไม่มีข้อกำหนดนึ้ ผู้เขียนคงไม่คิดจะไปปฎิบัติธรรม และคงไม่ให้ความสนใจวัดนาป่าพง และคงไม่ได้เจอกับขุมทรัพย์ที่ยากที่จะหาสิ่งใดในโลกตีค่าเท่าได้