<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<!-- generator="bbPress/1.0.2" -->
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom">
	<channel>
		<title>TL-Arsomsilp &#187; Recent Posts</title>
		<link>http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/</link>
		<description>กลุ่มการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักศึกษา  หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต</description>
		<language>th</language>
		<pubDate>Sun, 01 Aug 2010 03:58:04 +0000</pubDate>
		<generator>http://bbpress.org/?v=1.0.2</generator>
		<textInput>
			<title><![CDATA[ค้นหา]]></title>
			<description><![CDATA[Search all topics from these forums.]]></description>
			<name>q</name>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/search.php</link>
		</textInput>
		<atom:link href="http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/rss.php" rel="self" type="application/rss+xml" />

		<item>
			<title>admin บน "สิ่งที่ได้จากการไปอยู่วัด  (ผู้เขียน: รัชดาพร คณิตพันธ"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/topic.php?id=14#post-11</link>
			<pubDate>จันทร์, 08 ก.พ. 2010 13:11:17 +0000</pubDate>
			<dc:creator>admin</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">11@http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/</guid>
			<description>&#60;p&#62;จากการได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดนาป่าพง จ. ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2552 ตามข้อกำหนดของคณะศึกษาศาสตร์ สถาบันอาศรมศิลป์ นั้น สามารถสรุปได้ดังนั้&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สิ่งที่หนึ่ง&#60;br /&#62;
	การอย่าด่วนตัดสินคนหรือสิ่งใดๆโดยที่เรายังไม่รู้จัก ยังไม่ศึกษาคนนั้นๆ หรือสิ่งนั้นๆอย่างดีพอ&#60;br /&#62;
เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้เขียนได้ข้อเตือนใจนี้และที่เกี่ยวข้องกับการไปอยู่วัดมี 2 เหตุการณ์  ดังนี้&#60;br /&#62;
	เหตุการณ์ที่ 1&#60;br /&#62;
		ผู้เขียนเองเคยได้ยินชื่อและรู้จักพระอาจารย์คึกฤทธิ์มาก่อน แต่ในช่วงเวลานั้นผู้เขียนกำลังศึกษาและฟังธรรมจากพระอาจารย์อีกพระอาจารย์หนึ่งซึ่งให้แง่คิดที่ดี และทำให้ผู้เขียนคุ้นชินกับวิธีการพูดและการอธิบายธรรมของพระอาจารย์ท่านนั้น และเมื่อมีเหตุการณ์ให้ได้ CD ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์มาแล้วลองเปิดฟัง แต่เป็นการฟังในช่วงเวลาที่สั้นมาก และรู้สึกไม่คุ้น รวมทั้งรู้สึกขัดแย้งในบางเรื่องกับสิ่งที่พระอาจารย์ท่านแรกพูด (ซึ่งคงเป็นเพราะความไม่รู้จริงของผู้เขียน จึงคิดว่าสิ่งที่พระอาจารย์ทั้ง 2 ท่านพูดนั้นขัดแย้งกัน) ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ผู้เขียนไม่สนใจที่จะฟัง CD แผ่นนั้นอีกเลย และเมื่อ อาจารย์รุ่นพี่ที่คณะฯ พูดถึงพระอาจารย์      คึกฤทธิ์ด้วยความชื่นชม ผู้เขียนยังแสดงความเห็นแย้ง - ทั้งๆที่ไม่รู้จักพระอาจารย์คึกฤทธิ์อย่างจริงจัง&#60;br /&#62;
		จนเมื่อถึงเหตุการณ์บังคับให้ต้องหาวัดเพื่อไปปฏิบัติธรรม ผู้เขียนใช้เวลาเป็นอาทิตย์ในการหาวัดที่ผู้เขียนรู้สึกอยากจะไปปฏิบัติธรรม ภายใต้เงื่อนไขที่อยากหาวัดที่เรียบง่ายและสงบ โดยที่เมื่อหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เนต โดยใช้คำว่า “วัดป่า” ซึ่งผลที่ได้ คือ มีรายชื่อวัดป่าจำนวนมากให้เลือก แต่เมื่อ link เข้าไปทั้งหมดจะมีภาพของเจดีย์บ้าง โบสถ์บ้างที่ใหญ่โต ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้ตลอดมาผู้เขียนไม่ค่อยศรัทธาในศาสนาพุทธที่เป็นอยู่ในสังคมไทย ถึงแม้ว่าจะด้วยความรู้งูๆปลาๆเกี่ยวกับศาสนาพุทธของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนก็ยังพอเข้าใจว่า ศาสนาพุทธพูดถึงการปล่อยวาง การไม่ยึดในตัวตน ซึ่งเท่าที่ประสบการณ์และความรู้ที่ผู้เขียนมีในขณะนั้น ผู้เขียนรู้สึกประทับใจกับสวนโมกข์ของท่านพุทธทาส ด้วยความรู้สึกนั้นทำให้ผู้เขียนพยายามหาวัดที่ผู้เขียน “รู้สึก” อยากไป วัดที่ถ้าไปแล้วจะวางใจให้ไม่ขุ่นมัวกับความอลังการของสิ่งก่อสร้าง จนเจอกับคำว่า “วัดนาป่าพง” ที่คุ้นชื่อ ซึ่งเมื่อ click เข้าไปจึงรู้ว่าเป็นวัดที่อาจารย์รุ่นพี่ที่คณะฯเคยพูดถึง และเมื่อผู้เขียนเห็นรูปของกุฏิที่เล็กๆ และเรียบง่าย รวมทั้งเป็นวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทาง โดยเวลาในการเดินทางนั้นเป็นอีกข้อจำกัดหนึ่งที่ผู้เขียนมีในขณะนั้น ทั้งนี้เนื่องจาก ผู้เขียนไม่สามารถทิ้งงานที่กำลังวุ่นวายอยู่ในขณะนั้นไปได้นานๆ  ผู้เขียนจึงตัดสินใจไปดูวัดนาป่าพงก่อนที่จะตัดสินใจ เพราะเคยรู้สึกตั้งคำถามกับสิ่งที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์พูดมาก่อน&#60;br /&#62;
		วันเสาร์ที่ 28 เมษายน เป็นวันที่ลองขับรถไปที่วัด ความรู้สึกแรกที่ขับรถไปแล้วเห็นทุ่งนาเขียวขจีนั้นรู้สึกเศร้า – เราอยู่กับความเจริญ เห็นแต่ตึก อาคาร ถนน ห้างสรรพสินค้าใหญ่โต แต่นี่คือ รากของวัฒนธรรมของเรา นี่คือ อู่ข้าวอู่น้ำ นี่คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตเรา ขาดชาวนาพวกนี้เราก็จะไม่มีข้าวกิน และเพียงแค่ออกจากถนนใหญ่ไม่เท่าไหร่ – เราจะเห็นความจริงของสังคมไทย เมื่อผู้เขียนเลี้ยวรถเข้าไปในวัดซึ่งเวลาที่ไปนั้นเป็นช่วงเวลา 4โมงเย็น เห็นคนอยู่ 2-3 คน กับวัดที่ไม่มีโบสถ์ มีแต่ต้นไม้ และศาลา รู้สึกสงบและงงว่าจะไปติดต่อที่ไหน จนเดินงงๆไปเจอผู้ชายหนึ่งคน ซึ่งคิดว่าคงเป็นคนที่ทำงานในวัด โดยผู้ชายคนนั้นให้ข้อมูลว่า นี่แหละวัด เดี๋ยวจะมีเทศน์ตอน 6 โมงเย็น และนั่นคือศาลาที่จะใช้ฟังธรรม เป็นศาลาไม้ไม่ใหญ่มากอยู่ริมน้ำ และถ้าจะมาปฏิบัติธรรมก็ให้โทรมาจอง ผู้เขียนก็พยักหน้าแบบงงๆ เพราะอยากเห็นที่ที่จะต้องมานอน อยากเห็นห้องน้ำที่ต้องใช้ ซึ่งไม่เห็นอะไรสักอย่าง เดินงงๆไปก็เห็นป้ายกระดาษแปะไว้หน้าประตูที่ศาลาว่า ให้โทร”ปเบอร์นี้ๆ เพื่อติดต่อเรื่องปฏิบัติธรรม เมื่อผู้เขียนโทรไปก็เลยบอกว่าจะมา “บวช” ซึ่งคนที่รับสายก็ทำเสียงงงๆ จนผู้เขียนต้องอธิบายว่าจะมาอยู่วัดช่วงวันหยุดสงกรานต์ เขาจึงเข้าใจ พร้อมกับบอกว่า กุฏิเต็มแล้ว ต้องนอน เต้นท์ –เ - - ต้ - - น - - ท์ (God! – นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนสบถอยู่ในใจ) แล้วก็คิดต่อในใจว่า ไม่มีเวลาหาใหม่แล้ว – เต้นท์ ก็ เต้นท์ (วะ)&#60;br /&#62;
		เช้าวันเสาร์ที่ 11 เมษายน วันแรกของการปฏิบัติธรรม หลังจากเสร็จเรื่องลงทะเบียนแล้วซึ่งเป็นเวลา 10 โมงพอดี เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ไปฟังธรรมที่ศาลาริมน้ำก่อน ผู้เขียนจึงเดินไปที่ศาลาริมน้ำ ซึ่งมีคนนั่งอยู่เต็ม ตอนที่พระอาจารย์คึกฤทธิ์เดินลงมานั่งที่ศาลา ผู้เขียนรู้สึกถึงความสงบและนิ่งของพระอาจารย์ฯ และเมื่อพระอาจารย์ฯ ตอบคำถามของคนที่รอถาม นั่นทำให้ ผู้เขียนรู้สึกเสียใจและตระหนักถึงความโง่ของผู้เขียนที่ด่วนวิเคราะห์โดยที่ยังไม่รู้จริง เนื่องจากวิธีการและคำพูดที่พระอาจารย์ฯ ใช้นั้น เรียบง่ายและชัดเจน ทุกครั้งที่ตอบจะเป็นคำตอบที่ทำให้คนฟังรู้สึกสว่างไสว และเส้นประสาทในสมองเชื่อมต่อกัน - เราไม่สามารถด่วนตัดสินคนหรือสิ่งใดๆโดยที่เรายังไม่รู้จัก หรือยังไม่ศึกษาคนนั้นๆหรือสิ่งนั้นๆอย่างดีพอ -อย่างแท้จริง&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;	เหตุการณ์ที่ 2&#60;br /&#62;
		“อย่าตีขลุม” และอย่าเชื่อตามๆกันไป&#60;br /&#62;
		ประเด็นที่พระอาจารย์ฯ ย้ำตลอดเวลา คือ ให้ฟังพระพุทธวัจนะ ให้สนใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน และต้องแยกให้ได้ว่า สิ่งไหน คือ สิ่งที่เป็นคำของพระพุทธเจ้า และสิ่งไหนเป็นคำของสาวก&#60;br /&#62;
		อีกประเด็นที่ทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นได้มาก ได้แก่ เมื่อพระอาจารย์ฯ เปิดประเด็นว่า เรามักจะคิดว่า คำของพระพุทธเจ้ายาก อ่านยาก แต่จริงๆแล้ว คำของพระพุทธเจ้าไม่ยากอย่างที่เราคิด ซึ่งด้วยคำพูดนี้ทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นได้อย่างจริงจังว่า ผู้เขียนเองก็เคยคิดแบบนั้น เพราะพออ่านสิ่งที่เป็นคำของพระพุทธเจ้าไปไม่กี่หน้า ก็รู้สึกเบื่อ และไม่คุ้นกับภาษาที่ใช้ ซึ่งทำให้ “ตีขลุม” ไปว่า คำของพระพุทธเจ้านั้นยากและน่าเบื่อ คำถามที่ผู้เขียนในขณะนี้ถาม ผู้เขียนในขณะนั้น ได้แก่ ได้พยายามอย่างเต็มที่หรือยัง? แน่นอนคำตอบคือ ยัง และอีกประเด็นหนึ่งของพระอาจารย์ฯก็ออกมาอีก ได้แก่ ทำไมเราอ่านแต่คำของสาวก ทำไมเราไม่ไปอ่านไปศึกษาสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่เป็นจุดกำเนิดของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง คำพูดของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทำให้ผู้เขียนได้คิดและตั้งคำถามกับตนเองว่า ทำไมผู้เขียนเองไม่เคยคิดแบบนี้ ถามตนเองแบบนี้ ทำไมตอนที่อ่านหนังสือจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา แต่ไม่เคยเลยที่จะคิดว่า ทำไมต้อง “อ้อม” (detour) เพื่อที่จะรู้จักคำสอนในพุทธศาสนา ซึ่งถ้าอยากรู้ อยากเรียนให้รู้อย่างแท้จริง ทำไมไม่ใช้เส้นทางที่ตรงที่สุด คือ เรียนรู้จากคำของพระพุทธเจ้าโดยตรง&#60;br /&#62;
		ซึ่งนี่คือ การด่วนตัดสิน การคิดโดยไม่มีข้อมูล การใช้ความไม่รู้มาบดบังปัญญา&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สิ่งที่สอง&#60;br /&#62;
	ความรู้สึกเคารพและซาบซึ้งต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า&#60;br /&#62;
	ความเคารพและซาบซึ้งต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 ความเคารพและซาบซึ้งกับความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระพุทธเจ้า ประเด็นที่ 2 ความเคารพและซาบซึ้งกับคำของพระพุทธเจ้าหรือสิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบ&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;	ความเคารพและซาบซึ้งกับความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระพุทธเจ้า&#60;br /&#62;
		ความอดทน พากเพียร และสู้อย่างไม่ยอมแพ้ต่อความตั้งใจของตนเองของพระพุทธเจ้า ได้แก่ เมื่อมีคำถามต่อสิ่งใดแล้ว พระพุทธเจ้าจะพากเพียรจนได้คำตอบมา โดยการศึกษาด้วยวิธีการต่างๆ และวิเคราะห์ว่าหนทางนั้นเป็นหนทางที่ถูกหรือไม่&#60;br /&#62;
		ความซาบซึ้งใจนั้นเกิดขึ้นจากการจินตนาการของผู้เขียนต่อความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นได้ของพระพุทธเจ้าก่อนการตรัสรู้ เช่น  การไปอยู่วัด การกินอาหารมื้อเดียว การตื่นตี 4 ที่เป็นข้อวัตรของผู้เขียนที่ทำในช่วงอยู่ที่วัด รวมทั้งความรู้สึกที่ต้องไกลบ้าน ไกลจากความเคยชิน ไกลจากคนที่คุ้นเคย ซึ่งแม้เป็นเวลาแค่ช่วงสั้นๆ ผู้เขียนเองยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว และทำให้ผู้เขียนคิดเปรียบเทียบกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องเจอ ต้องเผชิญ และเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญตลอดไป – ไม่มีทางเดินกลับ (ซึ่งไม่เหมือนพวกเราๆที่รู้ว่ามีช่วงเวลาที่แน่นอนที่จะอยู่ จะออกไป และจะกลับเข้ามาอีก) ทำให้ตระหนัก (คงได้ไม่หมด)ได้ถึง ความยิ่งใหญ่ ความเด็ดขาดของการตัดสินใจนั้น&#60;br /&#62;
		การคิดเปรียบเทียบนี้เป็นความต่อเนื่องจากเมื่อปีที่แล้ว ที่ผู้เขียนไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์นานาชาติเป็นเวลา 7 วัน โดยที่เช้าวันสุดท้าย ก่อนเดินทางกลับ คุณเมตตา ซึ่งเป็นหลานของท่านพุทธทาส ได้พาคนที่เข้าอบรมเดินดูสถานที่ของสวนโมกข์นานาชาติ โดยขอให้ทุกคนเดินเท้าเปล่า และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คุณเมตตาพาเดินเข้าไปในดงไมยราบ ซึ่งเป็นดงที่เต็มไปด้วยหนาม แน่นอนที่ผู้เขียนถึงจะผ่านการปฏิบัติธรรม 7 วันก็ตามยังหลุดการก่นด่า สบถสาบานในใจ และเมื่อไปถึงพื้นที่ที่คุณเมตตารออยู่ คุณเมตตาได้ถามว่า – เจ็บไหมครับ คิดดูนะครับว่า วันแรกที่เจ้าชายสิทธัทถะ ปลงผมและออกบวช ท่านเดินเท้าเปล่า จากเจ้าชายที่อยู่ในวัง มีชีวิตสะดวกสบาย ต้องออกมาเดินเท้าเปล่าบนพื้นดินที่มีแต่กรวด ก้อนหิน และหนาม จะเจ็บปวดขนาดไหน - ท่านอดทนขนาดไหน&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;	ความเคารพและซาบซึ้งกับคำของพระพุทธเจ้า&#60;br /&#62;
		ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่ได้รับรู้ถึงคำของพระพุทธเจ้าผ่านพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ในการตอบประเด็นคำถามต่างๆ โดยใช้คำของพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นคำตอบ เท่านี้ก็ทำให้ผู้เขียนประทับใจกับสิ่งที่พระพุทธเจ้า&#60;br /&#62;
-	ค้นพบ และ&#60;br /&#62;
-	วิธีการที่ถ่ายทอด สั่งสอน&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;		ยกตัวอย่างเช่น ปฏิจสมุปบาท – ความจริงของสิ่งสมมุติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นความธรรมดา เกิดขึ้นในใจเราอย่างสม่ำเสมอ แต่เรากับไม่เคยตระหนักมาก่อนเลย ไม่เคยคิด และแยกแยะ&#60;br /&#62;
	การละนันทิ – ละความเพลิน&#60;br /&#62;
	การกินอาหารเท่าที่จำเป็นเพื่อประทังชีพไม่ใช่กินเพื่อความอยากหรือกินตามความเพลิน&#60;br /&#62;
สิ่งที่สาม&#60;br /&#62;
	ความเคารพที่มีต่อพระอาจารย์คึกฤทธิ์ในความพากเพียร ในความพยายามที่จะเรียนรู้และรู้ให้จริง&#60;br /&#62;
	พระอาจารย์ฯ ใช้เวลาในการศึกษาคำของพระพุทธเจ้าเป็นเวลาถึง 10 ปี ด้วยสาเหตุที่ท่านเกิดคำถาม เกิดความสงสัยต่อข้อขัดแย้งที่มีในวินัยของสงฆ์ และพระอาจารย์ฯ ก็ไม่เพิกเฉยต่อข้อขัดแย้งนั้น ซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่เตือนผู้เขียนอยู่เสมอๆ ว่าอย่าละเลยอะไรง่ายๆ ถ้าจะรู้อะไรก็ต้องรู้ให้จริง แม้จะต้องใช้ความพยายามสักเท่าไหร่ก็ตาม&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สิ่งที่สี่&#60;br /&#62;
	ความคมในการตอบคำถามของพระอาจารย์คึกฤทธิ์&#60;br /&#62;
	ความคมในการตอบคำถามของพระอาจารย์ฯ อาจเนื่องจากการศึกษาให้รู้จริงของพระอาจารย์ฯ จึงทำให้พระอาจารย์ฯสามารถตอบคำถามโดยอิงพุทธวัจนะได้ตลอด ยกตัวอย่างเช่น มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งถามว่า ตัวสุภาพสตรีท่านนั้นรู้สึกเหมือนจะเห็นหรือรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ เช่นรู้ว่าตะขาบจะขึ้นมาจากท่อน้ำหนึ่ง แล้วตะขาบก็ขึ้นมาจริงๆ พระอาจารย์ฯตอบคำถามนี้ว่า มันไม่ใช่เกิดทุกครั้งใช่ไหม แต่ใจเราไปจับอยู่เฉพาะสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เกิด แต่ไม่เห็นหรือไม่ใส่ใจกับตอนที่สิ่งหรือเหตุการณ์นั้นไม่เกิด(ตามความคาดหมาย) – เราต้องเอาอนิจจังเป็นตัวตั้ง – มันมีสิทธิที่จะไม่เกิดก็ได้ แต่คนเรามักจะยึดสิ่งที่เป็น ที่เกิด ตอนที่เป็น ตอนที่เกิด และละเลยหรือไม่เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นอนิจจัง – สำหรับผู้เขียนนั้นรู้สึกว่า แค่พลิกมุมมองเท่านั้น จากคนที่ผยอง หรือหลงว่าตนเองมีคุณสมบัติหรือความพิเศษก็จะหมดไป เหลือเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สิ่งที่ห้า&#60;br /&#62;
	ได้ที่พึ่งทางใจและปัญญา&#60;br /&#62;
	ตลอดมานั้นผู้เขียนมีคำถามต่อพิธีกรรม การสวดมนต์ และพฤติกรรมของพระสงฆ์บางส่วน แต่พระอาจารย์ฯได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีอะไรให้ถามพระพุทธเจ้า ไม่เข้าใจอะไร ให้ไปศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้บอกไว้ สอนไว้ และด้วยคำสอนนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนได้พบหนทางที่ชัดเจนในการตอบคำถามที่มีต่อพุทธศาสนาได้ ยกตัวอย่างเช่น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องสวดมนต์ เราจะสวดมนต์ไปเพื่ออะไร  เป็นต้น&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สิ่งที่หก&#60;br /&#62;
	บรรยากาศของปัญญาและการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า&#60;br /&#62;
	ช่วง 5 วันที่ผู้เขียนไปอยู่ที่วัดนั้น ทุกวันเวลา 8:00 น. ถึง 9:00 น. ช่วง10:00 น. ถึง 12:00 น. และ 16:00 น. ถึง 18:00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนจะไปนั่งฟังพระอาจารย์ฯ ตอบคำถามและสนทนาธรรม ซึ่งเป็น 5 วันแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ทุกวินาทีที่หมดไปนั้นจะหมดไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กับความรู้ที่ทำให้คำถามต่อพุทธศาสนาที่ผู้เขียนเคยมีมาได้รับคำตอบที่ ‘เข้าใจได้’ ช่วงที่ผู้เขียนไปอยู่วัดนั้นเป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องของเทศกาลสงกรานต์ จึงทำให้ผู้เขียนเห็นคนเป็นจำนวนมากที่มาสนทนาธรรม หรือมาฟังการสนทนาธรรม และมีบางส่วนที่มาร่วมกิจกรรมทุกวัน ซึ่งหัวข้อที่สนทนาธรรมนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีเรื่องไร้สาระเลยแม้แต่คำเดียว&#60;br /&#62;
	ในวันที่ผู้เขียนกลับจากการปฏิบัติธรรมนั้น ผู้เขียนได้แวะร้านขนมที่ผู้เขียนมาเป็นประจำ ผู้เขียนสังเกตเห็นคนที่อยู่ในร้านเป็นจำนวนมากที่นั่งอ่านนิตยสาร หรือพูดคุย ซึ่งทำให้ผู้เขียนอดเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ในช่วงเวลาเดียวกันที่วัดนาป่าพงนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังฟังและสนทนาธรรม ซึ่งทุกคำที่เกิดขึ้นล้วนนำไปสู่การเรียนรู้ทั้งพุทธศาสนา และเรียนรู้ตนเอง ในขณะที่กิจกรรมที่เกิดขึ้นในร้านขนมนี้นั้นไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบกิจกรรมเรียนรู้หรือเปลี่ยนแปลงทางจิตใจใดๆเลย ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับเราที่จะ ‘เลือก’ อะไร และอย่างไร กับเวลาที่มีอยู่ 24 ชั่วโมงเหมือนๆกัน&#60;br /&#62;
	นอกจากนี้ ในช่วง 5 วันนั้น เป็นช่วงที่ประเทศไทย และกรุงเทพฯกำลังอยู่ในช่วงตึงเครียดด้วยเหตุการณ์ทางการเมือง ในขณะที่ผู้เขียนและคนอื่นๆที่อยู่ในวัดยังใช้ชีวิตตามปกติ ฝึกและเรียนรู้สภาวะจิตใจของตนเอง เรียนรู้ธรรมมะ และพระพุทธศาสนา ซึ่งล้วนแต่เป็นการพัฒนาไปในทางที่เจริญขึ้น ทำให้เรียนรู้ได้ถึง การวางใจให้ถูกที่ การใช้เวลาอย่างมีค่า และอะไรที่เป็นความสำคัญของชีวิต &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สิ่งที่เจ็ด&#60;br /&#62;
	การอยู่ง่าย กินง่าย&#60;br /&#62;
	การนอนในห้องที่เล็กมาก (ขนาดประมาณ 2 * 1.5 ตร. เมตร)และ นอนบนพื้นปูนนั้นทำให้ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตกับตนเองว่า แล้วเราต้องการพื้นที่เยอะๆ ใหญ่ๆ ไปทำไม ทั้งๆที่อยู่ในห้องเล็กๆ นอนพื้นแข็งๆ เราเองกลับได้พัฒนาทั้งปัญญา จิตใจ และการเรียนรู้ได้มากมาย&#60;br /&#62;
	การกินอาหารเช่นเดียวกัน การกินมื้อเดียวและกินในชามเดียวนั้น ทำให้ผู้เขียนเริ่มเข้าใจว่า ผลดีคืออะไร เนื่องจากโดยแท้จริงแล้ว กินมื้อเดียวนั้นมนุษย์อยู่ได้ และการกินมื้อเดียวนั้น สำหรับผู้เขียนเองคิดว่าทำให้ชีวิตยุ่งยากน้อยลง เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในชีวิตเพื่อเตรียมอาหาร และล้าง&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สิ่งที่แปด&#60;br /&#62;
	การได้คำตอบต่อข้อสงสัยของความศรัทธาต่อคำของพระพุทธเจ้า&#60;br /&#62;
	ทำไมคำของพระพุทธเจ้าจึงเป็นคำที่เชื่อถือได้ – ซึ่งพระอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ตอบว่าเพราะเป็นคำ (สอน)ของคนที่ไม่มีกิเลสแล้ว&#60;br /&#62;
	ด้วยคำพูดดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนทบทวนกับตัวเองอย่างจริงจังถึงคำพูดและการกระทำของตนเองว่า อะไรบ้างและอย่างไรบ้างที่เกิดขึ้นหรือเป็นแรงผลักดันจากกิเลส และผลของมัน คืออะไร&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;บทส่งท้าย&#60;br /&#62;
	สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปปฏิบัติธรรมที่วัดนาป่าพงนั้นยังมีอีกหลายสิ่งซึ่งคงไม่สามารถสรุปให้หมดได้ อย่างไรก็ตาม การไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในตัวผู้เขียน ทั้งมุมมองต่อโลก ต่อผู้คน ต่อศาสนาพุทธ และต่อตนเอง รวมทั้งการใช้เวลาในชีวิตโดย ‘เลือก’ ที่จะใส่ใจและไม่ใส่ใจในบางสิ่ง ‘เลือก’ ที่จะ มีบทสนทนาหรือไม่มีบทสนทนาในบางเรื่อง ‘เลือก’ ที่จะ ทำหรือไม่ทำในบางประเด็น รวมทั้งการดึงใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น&#60;br /&#62;
	ท้ายสุดนี้ ต้องขอขอบคุณ ครูอ้นที่พูดถึงวัดนาป่าพงขึ้นมาทำให้ผู้เขียนรู้สึกมั่นใจมากขึ้นที่จะไปวัดนี้ ขอขอบคุณคณาจารย์ของอาศรมศิลป์ที่กำหนดให้ผู้เรียนต้องไปปฏิบัติธรรม เนื่องจากถ้าไม่มีข้อกำหนดนึ้ ผู้เขียนคงไม่คิดจะไปปฎิบัติธรรม และคงไม่ให้ความสนใจวัดนาป่าพง และคงไม่ได้เจอกับขุมทรัพย์ที่ยากที่จะหาสิ่งใดในโลกตีค่าเท่าได้
&#60;/p&#62;</description>
		</item>
		<item>
			<title>admin บน "บันทึกการดูงานฉือจี้ โดยเสริมพงษ์ คุณาวงศ์ นศ.ป.โทรุ่"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/topic.php?id=5#post-6</link>
			<pubDate>จันทร์, 25 ม.ค. 2010 11:16:04 +0000</pubDate>
			<dc:creator>admin</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">6@http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/</guid>
			<description>&#60;p&#62;1&#60;br /&#62;
พุทธฉือจี้   ไต้หวัน&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;สืบเนื่องจาก การไปดูงานพุทธฉือจี้ที่ไต้หวัน ของโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 14-17 ม.ค. 2553   โดยเน้นที่โรงพยาบาลทั้งการออกแบบ  การจัดการ ระบบจิตอาสาแนวฉือจี้  และการจัดการขยะรีไซเคิลทั้งในโรงพยาบาลและภายนอก  คณะที่ไปประกอบด้วย รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตฯ  อาจารย์มหาวิทยาลัย 2 ท่าน  แพทย์ 2 ท่าน พยาบาลวิชาชีพ 6 ท่าน และนักการศึกษา 1 ท่าน  รวม 12 ท่าน    การดูงานครั้งนี้  ผมมีความรู้สึกความคิดหลายประการ อยากแบ่งปันให้เพื่อนๆได้รับรู้&#60;br /&#62;
ในการดูงานที่ไต้หวัน จะมีสมาชิกฉือจี้มาต้อนรับดูแลตลอดเวลา  หนึ่งในผู้มาดูแลที่พวกเราประทับใจมากท่านหนึ่ง เป็นสมาชิกอาวุโสอายุ 73 ปี ท่านเป็นสมาชิกฉีอจี้กว่า 20 ปีแล้ว ท่านเรียกตัวเองว่า สุ่ยมามา  สุ่ยมามา บอกว่าคนฉือจี้ หน้ายิ้ม ปากหวาน  ดวงตาสดใส  ตัวอ่อนโน้มลงง่าย  สองมือว่องไว  เคลื่อนไหวนิ่มนวล  ทำให้เห็นว่าชาวฉือจี้ฝึกกายภายนอกสู่ใจภายใน  เมื่อฝึกนานเข้า  ใจภายในจะแสดงออกสู่กายภายนอกเป็นธรรมชาติ  ท่านเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพุทธฉือจี้  และชาวฉือจี้ตั้งแต่สมัยแรกๆ  ทำให้มองเห็นปัจจัยความเป็นไปจนก่อให้เกิดวันนี้ชัดขึ้น  ช่วยให้มีกำลังใจทำความดี   เห็นระบบแม่ไก่ของฉือจี้ที่ใส่ใจฟูมฟัก สมาชิกรุ่นหลังด้วยความรักและไมตรีอันอบอุ่น สร้างวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน ที่ดึงดูดคนให้เข้ามา  จากน้ำหยดน้อยมารวมกันเป็นธารน้ำใหญ่ที่ทรงพลัง สามารถรังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ได้  สร้างปีติสุขแก่ผู้คน เป็นเสน่ห์ที่ชวนให้หวนหาอยากเข้าร่วมงาน&#60;br /&#62;
การใช้ภาษามือเป็นการฝึกฝนให้กาย วาจา ใจ เป็นหนึ่งเดียวกัน กล่าวคือ คำพูดคือความคิดส่งพร้อมกับการเคลื่อนมือ  3 ส่วนหลอมเป็นหนึ่งในขณะเดียวกัน  ถ้าขณะนั้นอารมณ์ความรู้สึกตรงกับสารที่ส่งไป  พลังของการสื่อความจะชัดแรง ทรงพลัง&#60;br /&#62;
	การใช้ภาชนะใส่อาหาร  ตะเกียบ ช้อน  ถ้วยน้ำส่วนตัว  แม้ไม่เห็นเหตุผลชัดนักว่า เป็นเหตุผลเรื่องสุขภาพ   การรักษาสิ่งแวดล้อม หรือการฝึกตนเอง  แต่ก็ชวนให้นึกถึง การกินข้าวในกะละมังของชาวสันติอโศก  และการพกช้อนส้อมติดตัวของพระสงฆ์ไทยสมัยก่อน  สำหรับผมการทำเช่นนี้เป็นเครื่องเตือนตัวเอง ให้นึกถึงสิ่งแวดล้อม  คุณค่าอาหาร  และสำรวมการกิน&#60;br /&#62;
	การเยี่ยมชมศาลาจิ้งซือ จากสระบัวที่สงบเย็น  นำสู่เรื่องราวดีๆของชาวฉือจี้  ห้องโถงที่ประชุมที่สง่างาม สงบ   การออกแบบที่นั่งที่สะท้อนปัญญาอันละเอียดอ่อน  สมคำ “จิ้งซือ” ที่แปลหยาบๆว่า ปัญญาที่เกิดจากความสงบ  ได้รับรู้ความตั้งใจดูแลของชาวฉือจี้ แม้เพิ่งพบกันก็สังเกตได้สัมผัสได้ถึงความใส่ใจอันอบอุ่น&#60;br /&#62;
	ที่โรงพยาบาลฮวาเหลียนฉือจี้  เห็นความละเอียดอ่อนในการจัดการสุขอนามัย เช่นก๊อกน้ำที่เปิดปิดน้ำโดยใช้ที่เหยียบ  การออกแบบถังใส่ขยะ ใช้เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน ประโยชน์ชัดเจน    การจัดการแยกขยะตั้งแต่ต้นโดยคำนึงถึงผู้ใช้เป็นสำคัญ   การจัดการที่มีระเบียบที่ชัดเจนมีเหตุผลทำให้เห็นคุณค่าของการมีวินัย&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;2&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;	ที่มหาวิทยาลัยฉือจี้ การรับรู้เรื่องราวของบรมครูผู้ไร้เสียง แม้รู้เรื่องราวการปฏิบัติต่ออาจารย์ใหญ่มาแล้ว แต่สิ่งที่สัมผัสได้ขณะที่เยี่ยมชมคือ จิตใหญ่ที่ยินดีเสียสละสิ่งที่รักและหวงแหนให้กับคนที่รู้คุณค่า เพื่อสร้างประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ต่อผู้อื่น     ความกตัญญูรู้คุณในใจของแพทย์ ที่ก่อเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ์กับญาติอาจารย์ใหญ่  ได้เห็นความรักความอาลัยผู้ที่จากไป  แต่ก็ยังยินดีสละร่างกายให้เป็นเครื่องศึกษาให้ตนได้มีความรู้      เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนแพทย์ในไทยเราเรายังต้องพัฒนาอีกมาก&#60;br /&#62;
 ที่ห้องพิธีชงชา   สัมผัสเสียงกู่เจิ้งชวนให้วางเรื่องราวที่เพิ่งผ่านมาลง  ได้เห็นอากัปกิริยาน้ำเสียง การพูดจาของท่านอาจารย์ที่เป็นภรรยาของท่านอธิการบดี ที่ท่านบรรยายเรื่องราวการชงชาแสดงผลการฝึกฝนจากภายในใจ สะท้อนออกมาเป็นกิริยาท่าทางภายนอก  เป็นความสงบ สง่างาม อ่อนโยน นิ่มนวล ทำให้เกิดความชื่นชมประทับใจ   การสาธิตพิธีการชงชาที่มีขั้นตอนที่พิถีพิถัน ละเอียดอ่อน  น่าจะมีหลักวิชาแฝงอยู่มาก  หากดูเพียงหยาบๆ น่าจะเป็นการฝึกจิตไม่ให้เป็นอิสระเผอเรอ  ดูไปน่าจะเหมือนการฝึกมวยไทจี๋ฉวนที่มี 3 ขั้น คือ สิง(sing) ฝึกท่าทางให้ถูกต้อง   อี้(yi)  กำกับความคิดให้ถูกทาง   พัฒนาจนเป็น เสิน((shen)  เกิดปัญญาหยั่งรู้ผุดขึ้นมาเป็นธรรมชาติ  เป็นการฝึกจิตที่เปรียบเหมือนฝึกลิงที่ไม่อยู่สุขให้เปลี่ยนเป็นม้าที่ใช้งานได้ มีพละกำลังมาก (เลี่ยนซินเปี้ยนอี้)  ท่านอาจารย์ที่สาธิตชงชา ก็มีไมตรีที่อบอุ่นมาก  ท่านยังกรุณามอบขนมที่แสนอร่อยให้พวกเราทุกคน&#60;br /&#62;
	การเยี่ยมสมณรามจิ้งซือ  อารามนักบวชที่ท่านธรรมาจารย์และพระภิกษุณีพำนักอยู่มา 40 ปีมีการก่อสร้างเพิ่มเติม 15 ครั้ง  ท่านพาดูเเณรน้อยหินสลักนอนหนุนบักฮื้อ(ที่ใช้เคาะประกอบการสวดมนต์จีน ทำจากไม้เป็นรูปปลา)หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข   ท่านเตือนใจไม่ให้ประมาทในการปฏิบัติตน อย่าหยุดเพียงแค่สงบอย่างหลับไหล&#60;br /&#62;
เห็นผู้คนทั้งเด็กและคนชรา ช่วยกันบรรจุอาหารสำเร็จรูป   เพื่อส่งไปช่วยเหลือผู้คนที่ประสบภัยในไฮติ ด้วยความกรุณาที่อุ่นระอุไอแห่งความรัก ประกอบการพิจารณาตรึกตรองด้วยปัญญา  นำสู่การลงมือที่ละเอียดประณีตว่องไวทันการ จนถึงการมอบสิ่งที่ดีที่สุดแก่ผู้อื่นอย่างอ่อนน้อมสำนึกบุญคุณ&#60;br /&#62;
เห็นภาพท่านธรรมาจารย์ กับคนพิการ 3 คนกับสามล้อคันหนึ่ง   คนหนึ่งตาดีขาเสียควบคุม&#60;br /&#62;
รถ  คนขาดีแต่ตาบอดคอยถีบรถ  คนที่สามทั้งตาไม่ดีขาก็เสียแต่มือใช้การได้  สามคนรวมกันสามารถทำความดีได้  ทำให้เห็นว่าการเกื้อกูลกันของผู้คน ที่ยอมรับในข้อด้อยที่พร่องของตนและยินดีรับการเสริมชดเชยจุดด้อยของตนจากผู้อื่นก็สามารถทำความดี โดยไม่มัวมาท้อกับความพิการ&#60;br /&#62;
   การเห็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆรอบตัวอย่างถึงที่สุด    ทำให้นึกถึงการใช้จีวรที่พระ&#60;br /&#62;
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสแก่พระอานนท์  และเรื่องการเป็นเศรษฐีที่เริ่มต้นจากการใช้ประโยชน์จากซากหนูตายในเรื่องชาดก  เตือนให้สังวรระวังการใช้สิ่งของ     &#60;/p&#62;
&#60;p&#62;3&#60;/p&#62;
&#60;p&#62;การได้รับอาหารที่ปรุงโดยภิกษุณี  ปรุงพิเศษเพื่อถูกปากคนไทย สะเทือนความรู้สึกในใจว่า เราทำความดีอะไรที่สมควรจะได้รับอาหารนี้หรือยัง  เราได้ใช้สังขารร่างกายนี้ยังประโยชน์แก่โลกบ้างหรือเปล่า      ได้เห็นการทำเทียนไข โรงงานแปรรูปอาหารเล็กๆ  โรงงานทำเซรามิคที่ระลึกเล็กๆเพื่อขายในร้านเครือข่าย สร้างรายได้มาใช้จ่ายในงานของมูลนิธิ ไม่ขายให้ร้านค้าภายนอกบางส่วนทำไว้แจกเพื่อช่วยเหลือคน  เป็นการพึ่งตัวเองโดยไม่เบียดเบียนรุกรานใคร มีแต่ให้ ไม่นำออกขายแข่งผู้อื่น&#60;br /&#62;
	บรรยากาศที่โรงพยาบาลซินเตี้ยนฉือจี้ รู้สึกสบาย สงบ มีการจรรโลงใจให้มีความสุขด้วยเสียงดนตรี และงานศิลปะจากอาสาสมัคร  ทุกวันเสาร์ผู้ป่วยและญาติจะได้รับเชิญร่วมงานเลี้ยงน้ำชากับหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ มีโอกาสพูดคุยสนทนากัน  มีการแสดงของแพทย์และพยาบาลเพื่อให้เห็นว่าหมอพยาบาลก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป     ที่จิ้งซือบุ๊คชอพ จับได้คำสอนท่านธรรมาจารย์ที่ “โดน” ใจ ให้มุ่งมั่นเดินหน้าอย่ามัวลังเล ตอกย้ำคำเตือนจากเณรน้อย&#60;br /&#62;
	สถานีรีไซเคิล ดูสะอาดเป็นระเบียบ น่าชมประสิทธิภาพในการจัดการ   ที่สถานีโทรทัศน์ ต้าอ้าย ได้ฟังเรื่องเล่าจากประธานฉือจี้ประเทศแคนาดา เรื่องการสร้างการยอมรับด้วยการสร้างความดีแบบฉือจี้ เช่นที่แคนาดา  เมื่อชาวจีนและชาวตะวันออกที่ได้สิทธิเป็นพลเมืองเข้าไปอยู่จะไม่ได้รับการต้อนรับ  ท่านจึงชวนให้ปฏิบัติตัวแบบชาวฉือจี้ด้วยการสละเงินสละเวลาออกช่วยคนที่ขาดแคลนพึ่งตัวเองไม่ได้ หลังจากการออกปฏิบัติการต่อเนื่องระยะหนึ่ง สถานการณ์ทุกอย่างก็ดีขึ้น  ผู้คนที่ฉือจี้ให้ความช่วยเหลือบอกว่า  ฉือจี้ไม่เหมือนองค์กรการกุศลอื่นๆที่มาช่วยเขา ตรงที่มาช่วยเขาแล้วยังขอบคุณเขาอีกด้วย ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า ศักดิ์ศรีความเป็นคนกลับคืนมาทำให้อยากทำดี  ผลงานของชาวฉือจี้ที่แคนาดาทำให้นายกเทศมนตรีเมืองแวนคูเวอร์  มาออกปากบอกท่านธรรมาจารย์เมื่อครั้งมาเยี่ยมฉือจี้ ไต้หวันว่า  “โชคดีที่เมืองแวนคูเวอร์มีชาวฉือจี้”   กรณีการช่วยเหลือชาวจีนที่มณฑลอันฮุย   คำพูดของผู้ว่าการมณฑลก็สะเทือนความรู้สึกผมมาก ที่ว่า “ถ้าแผ่นดินใหญ่ต้องรบกับไต้หวัน  จะไม่มีทหารจากมณฑลอันฮุยไปออกรบ แม้แต่คนเดียว”  ทำให้รู้สึกว่า การกระทำด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนหล่อหลอมตนเองจนชัดเจน สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้  จนเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น ผมมั่นใจว่าสิ่งมหัศจรรย์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ในทุกแห่งของโลก  ตราบเท่าที่มีพลังแห่งศรัทธาในความรักที่ไม่มีเงื่อนไข  และความมุ่งมั่นที่จะลงมือกระทำ  ที่สำคัญเรามีเพื่อน  มีเส้นทางที่เคยเดิน  เป็นเครื่องมือช่วยให้เดินหน้าได้เร็วขึ้น  สิ่งที่ต้องทำคือ “เริ่มทันที”
&#60;/p&#62;</description>
		</item>
		<item>
			<title>ราวรรณ ญาณเพ็ชร์ บน "บันทึกการเรียนรู้สัปดาห์ที่ ๑๐"</title>
			<link>http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/topic.php?id=2#post-2</link>
			<pubDate>พฤหัส, 21 ม.ค. 2010 20:18:54 +0000</pubDate>
			<dc:creator>ราวรรณ ญาณเพ็ชร์</dc:creator>
			<guid isPermaLink="false">2@http://www.arsomsilp.ac.th/TLArsom/</guid>
			<description>&#60;p&#62;นางสาวราวรรณ ญาณเพ็ชร์&#60;br /&#62;
รหัส ๕๑-๒๑๑๐๐๖&#60;br /&#62;
&#60;strong&#62;บันทึกการเรียนรู้สัปดาห์ที่ ๑๐&#60;/strong&#62;&#60;br /&#62;
สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ประกาศผลการคัดเลือกนักเรียนชั้นอนุบาล ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ มีผู้ปกครองเข้ามาพบและโทรศัพท์เข้ามาถามรวมแล้วประมาณเกือบ ๑๐ ราย ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก เข้ามาถามเหตุผลของการที่ไม่ได้รับคัดเลือก ว่าเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งตนเองรับรู้ความรู้สึกของตนเองในขณะที่ผู้ปกครองเข้ามาหา แสดงความเสียใจออกมา บางรายถึงกับร้องไห้ บางรายโกรธ ทำให้ดิฉันเองต้องตั้งสติพอสมควรกับการที่จะต้องตอบคำถามกับผู้ปกครองในแต่ละรายว่ามีเหตุผลประการใด แต่ในใจก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกเข้าใจในความตั้งใจดีของทุกครอบครัว แต่ว่าด้วยเกณฑ์การรับมีจำนวนที่จำกัดก็บอกไป&#60;br /&#62;
สำหรับครั้งนี้ดิฉันได้เรียนรู้วิธีการที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ปกครองทุกครอบครัวที่เข้ามาหา โดยการให้คำแนะนำ แนวทางในการเลี้ยงดูลูก และการตั้งหลักของพ่อแม่ เท่าที่มีความรู้อยู่ ด้วยอาการที่เป็นมิตร และมีข้อแนะนำอื่นๆ ที่เรามีข้อมูลเพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความสบายใจ และตัวดิฉันเองก็รู้สึกสบายใจด้วยเช่นกัน&#60;br /&#62;
ข้อสังเกตของตนเองกับการเผชิญกับผู้ปกครองเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จะเห็นภาวะของตนเองมีความแตกต่างจากในปีนี้อย่างเห็นได้ชัด ในเรื่องของการควบคุมอารมณ์กับการต้องตอบคำถามผู้ปกครองทุกครั้งที่ผ่านมาจะมีความกังวล หงุดหงิด โกรธ และไม่พอใจว่าทำไมต้องมาถามในเมื่อการตัดสินผ่านพ้นไปแล้ว และก็จะทำให้ตัวเองเครียดไปหลายวัน แต่ไม่เคยที่จะกลับมามองที่ความรู้สึกของตัวเองจริงๆ อย่างครั้งนี้ แต่สำหรับในปีนี้กับเกิดความรู้สึกว่าได้เรียนรู้ถึงการที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ และคับข้องใจ ของผู้อื่น ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ที่ว่าเกิดความเมตตาเกิดขึ้นในใจ มีทักษะการฟังอย่างลึกซึ้งจริงๆ พูดอย่างมีสติ มีบุคลิกท่าทีในการสนทนากับผู้ปกครองที่สงบ มีความสุขใจอย่างเห็นได้ชัด และผู้ปกครองที่มาพบเท่าที่ดิฉันสังเกตเห็นก็เกิดความคลายใจ และยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ได้มิตรเพิ่มขึ้น ดิฉันเองก็ไม่รู้สึกกังวล และไม่หงุดหงิด กับกลายเป็นความสนุกที่ท้าทายด้วยซ้ำไป พร้อมกันนี้ดิฉันเองได้นำความรู้ที่พอมีอยู่เกี่ยวกับเทคนิคที่ได้อบรมกับครูพบ และการอบรมอื่นๆ มาแนะนำผู้ปกครอง ให้มุมมอง เพื่อได้นำไปใช้ และกล้าบอกผู้ปกครองอย่างตรงไปตรงมา ถึงสาเหตุของข้อติดขัดที่เราพบในตัวเขาได้
&#60;/p&#62;</description>
		</item>

	</channel>
</rss>
