งานวิจัย
๑. งานวิจัยสถาบันอาศรมศิลป์
๒.โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัดคูเต่า
สืบเนื่องจากสถาบันอาศรมศิลป์ มีความมุ่งหวังให้การประชุมกรรมการสภาสถาบันอาศรมศิลป์เป็นเวทีการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการนำคณะกรรมการสภาสถาบันฯ สัมผัสกับบริบทและสถานที่จริงในการทำโครงการ ทั้งชาวบ้าน ชุมชน และผู้นำของชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงกระบวนการเรียนรู้ของคณาจารย์และนักศึกษาของสถาบันฯ ที่เรียนรู้บนการงานจริง (Problem-Based Learning) รวมทั้งเพื่อให้สถาบันฯ ได้นำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการพัฒนางานการจัดการเรียนการสอนและการทำโครงการต่อไป
ความเป็นมาของโครงการ
วัดคูเต่า เป็นวัดที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งยังมีคุณค่าทางด้านจิตใจต่อคนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นทั้งศาสนสถานและเป็นที่ตั้งของโรงเรียนแห่งแรกในท้องถิ่น โดยใช้ศาลาริมน้ำเป็นสถานที่เรียน ชาวบ้านจึงมีความผูกผันเพราะกิจกรรมหลักในชีวิตได้เกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นการบวช การเรียนหนังสือในระดับพื้นฐาน รวมถึงงานประเพณีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและวิถีชีวิต เช่น งานแห่เรือชักพระและงานชิงเปรต เป็นต้น ในปัจจุบันแม้อุโบสถของวัดจะได้รับการบูรณะและขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ แต่จากการสำรวจพบว่า มีน้ำท่วมขัง รวมถึงเสนาสนะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลาริมน้ำ ๒ หลัง หอฉัน และสะพานข้ามคลองคูเต่า ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพทรุดโทรม หากปล่อยทิ้งไว้คงจะต้องสูญเสียศาสนสถานที่มีคุณค่าชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของท้องถิ่นและประเทศไทยไปในที่สุด
วัตถุประสงค์
๑. อนุรักษ์วัตถุธรรมที่มีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์ จิตใจ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้สามารถคงอยู่เป็นสมบัติของท้องถิ่น และประเทศชาติต่อไปได้ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน
๒. กระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น ให้สามารถดูแลรักษาวัตถุธรรมและโบราณสถานด้วยตนเองได้ หากความเสียหายได้เกิดขึ้นในอนาคต
๓. เกิดการฟื้นฟูวัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่น ช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง เกิดเครือข่ายในการอนุรักษ์และเผยแผ่มรดกทางวัฒนธรรมได้ในอนาคต
วิธีดำเนินงาน
สถาบันอาศรมศิลป์เห็นว่าควรมีการดำเนินการ ทำแผนการอนุรักษ์ร่วมกันทั้งชุมชน เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างแท้จริง ประกอบด้วย การวางแผนการอนุรักษ์ การศึกษาทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เพื่อประเมินคุณค่า ตลอดจนหาแนวทางในการอนุรักษ์ปรับปรุงและทำการซ่อมแซมร่วมกัน โดยการวางแผนงานนี้จะครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของวัดคูเต่า แต่ในระยะเริ่มต้นจะอนุรักษ์ซ่อมแซมจากศาลาริมน้ำทั้ง ๒ หลังก่อนเพื่อให้เป็นโครงการนำร่องแก่ชาวบ้านและชุมชน
เนื่องจากโครงการนี้ใช้เป็นฐานในการเรียนรู้ของนักศึกษารุ่นที่ ๒ ด้วย ดังนั้นทางสถาบันฯ จึงได้กำหนดแผนการเรียนการสอนในวิชาการเรียนรู้จากปัญหาและสถานการณ์จริงในงานสถาปัตยกรรม ไว้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์-กลางเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมหลัก ๔ ส่วน ได้แก่
กิจกรรมที่ ๑ การศึกษาในพื้นที่จริง จำนวน ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๑ เป็นการสำรวจ สอบถามชาวชุมชนทุกบ้าน เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของชุมชน และประเมินผลความเป็นไปได้เบื้องต้นในการดำเนินการอย่างมีส่วนร่วม โดยครอบคลุมพื้นที่ ๒ หมู่บ้าน ใช้ระยะเวลา ๗ วัน
ครั้งที่ ๒ กระตุ้นการมีส่วนร่วม และจัดประชุมชาวบ้านเพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์ศาลา โดยอาศัยการจัดนิทรรศการ ๖เรื่อง ในงานบุญวันว่างและทำแบบรังวัดศาลาใช้ระยะเวลา ๗ วัน
ครั้งที่ ๓ ทำรายละเอียดแบบศาลา ศึกษาความเป็นไปได้ในการฟื้นฟูชุมชน รวมถึงเข้าพบเครือข่ายต่างๆ ใช้ระยะเวลา ๗ วัน
กิจกรรมที่ ๒ การทำ Workshop เตรียมความพร้อมก่อนลงพื้นที่จริง จำนวน ๓ ครั้ง
กิจกรรมที่ ๓ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันหลังจากการลงพื้นที่ (AAR)
กิจกรรมที่ ๔ การบรรยายหลัก โดยการเชิญผู้ทรงคุณวุฒินำนักศึกษาลงไปจัดการเรียนรู้ในพื้นที่วัดคูเต่าและพบปะกับชาวบ้าน จำนวน ๔ ครั้ง ประกอบด้วย
๑) การศึกษาภูมิวัฒนธรรม ความสำคัญและการนำไปประยุกต์ใช้ โดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม
๒) การอนุรักษ์อย่างเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อม ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมโดย อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์
๓) การอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วมและเทคนิคในการประเมินชุมชนจากประสบการณ์จริง โดยอาจารย์ยงธนิศร์ พิมลเสถียร
๔) การปรับภูมิทัศน์ในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม โดยคุณรณฤทธิ์ ธนโกเศศ
กิจกรรมเสริม
๑) การเป็นอาสาสมัครโครงการอนุรักษ์หอพระไตรปิฎก วัดเทพธิดาราม (ทุกวันอาทิตย์)
๒) การฟังบรรยายเสริม ตามความเห็นของทีมทำงาน
อุปสรรคปัญหา เงื่อนไข และข้อจำกัด
จากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้พบอุปสรรคและปัญหา ในการดำเนินโครงการดังนี้
๑) ในพื้นที่ศึกษายังขาดผู้นำที่สนใจในเรื่องการอนุรักษ์-ฟื้นฟูวัดและชุมชน
๒) ระบบการปกครองท้องถิ่นเป็นอุปสรรคในเรื่องการจัดสรรงบประมาณข้ามเขตการปกครอง
๓) ชาวบ้านบางส่วนยังคงกังวลในการจัดหางบประมาณในการอนุรักษ์และฟื้นฟู
๔) คณะกรรมการวัดยังมีความขัดแย้งภายในไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
๕) พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในวัดมีจำนวนน้อย ส่งผลให้ศรัทธาของชาวบ้านที่จะเข้าวัดและพึ่งพาศาสนาลดน้อยลงตามไปด้วย ทำให้วัดไม่สามารถเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการ





