๑ การเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง (Deep Learning)
เป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงคุณภาพโดยตรงพูดให้เข้าใจง่ายๆว่า เรียนวิธี เรียนรู้ (Learning how to Learn) หมายถึง การฝึกตั้งแต่การรับรู้ ที่มีประสิทธิ-ภาพสูง การให้ความหมายเชิงคุณค่าและเป้าหมาย วิธีคิดเชิงระบบ การคิดอย่างเชื่อมโยง การตั้งคำถามที่ก่อให้เกิดการคิด วิเคราะห์ ใคร่ครวญ การแสวงหาความรู้ การรู้จักตนเอง การแก้ปัญหา ตลอดจนถึงระดับศึกษา พฤติกรรมจิต เพื่อพัฒนาชุดความคิดที่สอดคล้องกับ สถานการณ์ และนำไปสู่การสร้างสรรค์
โดยมีวิธีคิด วิธีเรียนรู้บนฐานปัญญา ที่ไม่ติดอยู่กับมายาแห่งวิชาความรู้ หรือปริญญาบัตรเท่านั้น เช่น การเรียนรู้ตรงด้วยตนเอง(Active Learning) การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ (Contemplative Education) การฝึกฝนสติ (Mindfulness Training) การฝึกฝนวิธีคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) การพัฒนาวิธีคิดอย่างเป็นองค์รวม (Arts of Holistic Development) เป็นต้น
วิธีการเรียนรู้บนฐานปัญญานี้จะเป็นหนทางที่จะแก้ปัญหา การขาดทักษะในกระบวนการคิดวิเคราะห์ (Lack of Analytical skill) ที่กำลังสร้างปัญหาต่อสังคมอยู่ในเวลานี้ และพัฒนาไปสู่สังคมฐานปัญญา (Wisdom based society) อันเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดฐานหนึ่ง
สรุปการเรียนรู้
“วันนั้น ณ เวลานั้น ในป่าลำธารที่ไหล เสียงนก เสียงลมปะทะใบไม้ เราเข้าใจเลยรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กนิดเดียว เป็นเศษเสี้ยวของโลกใบนี้ พลังที่เรารับบางครั้งก็ทำให้เรากลัว แต่วันนั้นที่ไปปลีกวิเวก รู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่าเรามีแม่เป็นธรรมชาติ เราก็เกิดมาจากเค้า อยากตอบแทนและดูแลบ้าง ยังจำความรู้สึกวันนั้นได้ว่าสัญญากับตัวเองเลยว่าจะไม่ทำร้ายเค้า จะดูแล และทุกวันนี้ยังจำภาพบรรยากาศและความรู้สึกในวันนั้นได้ดี”
การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ (Contemplative Education)
วิชา ธรรมชาติวิจักขณ์
รัตนิน สุพฤฒิพานิชย์ นักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
“รู้สึกว่าการมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้เป็นการพัฒนาเครื่องมือแห่งการเรียนรู้ เปรียบเสมือนการฟูมฟักเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา เริ่มจากเฝ้าตามดู ตามรู้สึกถึงความรู้สึกและอารมณ์ต่างๆอย่างสบายๆ เมื่อเรารู้ตัว ความรู้สึก อารมณ์ต่างๆเหล่านั้นก็จะหายไป อาจารย์บอกว่าช่วงเวลานี้เรียกว่ามีสัมมาสติ เนื่องจากยังไม่ชำนาญ เราจึงยังตามดูไม่ค่อยทัน แต่หากสามารถฝึกฝนและพัฒนาสัมมาสตินี้ต่อไปได้ น่าจะช่วยให้เราเรียนรู้ความจริงได้อย่างไม่มีอคติ”
การฝึกฝนสติ (Mindfulness Training)
วิชา มงคลชีวิต
ยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ นักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
๒. การเรียนรู้ร่วมกับภาคปฏิบัติจริง (Real sectors integrative learning)
เป็นการเรียนรู้ระบบเปิดที่ผสมผสานกับภาคประกอบการ โดยไม่แยกส่วนการศึกษาออกจากสังคม ซึ่งเริ่มตั้งแต่ ครอบครัว ชุมชน องค์กร ฯลฯ และบริบทอื่นๆ เช่น ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ศิลปะ วัฒนธรรม และศาสนา รวมทั้งการศึกษาเองด้วย ซึ่งควรจะบูรณาการเข้าไปสู่ภาคส่วนเหล่านี้ ด้วยวิธีการอิงอาศัยและปรับเปลี่ยนคุณภาพ
ซึ่งกันและกัน เพราะนอกจากจะช่วยให้การเรียนรู้ไม่ตั้งอยู่บนฐานวิชาความรู้เพียงอย่างเดียว แต่จะตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงด้วยแล้ว ในเวลาเดียวกันยังเป็นการกระตุ้น ให้ภาคส่วนนั้นๆเกิดการพัฒนาปรับบทบาทให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ฝึกฝน บ่มเพาะผู้เรียน โดยการสัมผัสกับประสบการณ์จริงนั้นๆด้วยตนเอง ซึ่งจะมีผล คือกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนเป็นสำคัญ อันจะนำไปสู่การพึ่งตนเองของแต่ละบุคคล และเป็นปัจจัยไปสู่สังคมฐานการพึ่งพาตนเอง อย่างเหมาะสมกับบริบทที่หลากหลายของสังคมต่อไป
บ้านเฮือนธรรม
ที่ตั้ง : ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่
เรียนรู้ด้วยใจ
การเริ่มต้นทำบ้านเฮือนธรรมด้วยความไม่มั่นใจ และเกิดความกลัวนั้น (กลัวว่างานจะไม่สำเร็จ กลัวว่าจะทำให้งานเสียหาย)ทำให้สถาปนิกต้องพยายามปรับตัวและต้องก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ ด้วยการเอาตัวและใจเข้าไปสัมผัสเรียนรู้และเผชิญกับปัญหานานาประการ แรกทีเดียว..มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าของบ้าน จนได้แนวคิดหลักของบ้านคือ
๑.เป็นบ้านที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ
๒.เป็นบ้านที่ใช้พุทธรรมนำชีวิต
๓.เป็นบ้านที่อยู่เพื่อการตายอย่างสงบ
๔.เป็นบ้านที่นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้
ต่อมาสถาปนิกต้องลงไปศึกษาหาข้อมูลต่างๆเพื่อนำข้อมูลเหล่านัั้นมาแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นรูปธรรมที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเจ้าของบ้าน…
การไปดูพื้นที่ก่อสร้างหลายต่อหลายรอบ… การลงไปเรียนรู้ความงดงามของเรือนพื้นถิ่นรวมถึงการไปซึมซับวิถีชีวิตชาวบ้านในเรือนเหล่านั้น การพูดคุยสนทนากับท่านผู้รู้หลายท่านเกี่ยวกับเรื่องการตายดี (การตายอย่างสงบ) เช่น พระไพศาล วิสาโล เป็นต้น
ทั้งยังได้นำเรื่องราวเหล่านั้นร่วมเรียนรู้แลกเปลี่ยนกับเจ้าของบ้าน ในการแลกเปลี่ยนพูดคุยนั้น เจ้าของบ้านกล่าวว่า เขาเองไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครต่อใครมากมาย เเต่เราสถาปนิก็นำเสนอพื้นที่ใจบ้านเป็นศาลาธรรม พื้นที่สำหรับต้อนรับหมู่มิตร เราบอกว่าคนที่จะใช้พุทธรรมนำชีวิตต้องใจใหญ่ เราจึงทำศาลาธรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านได้เปิดใจ ในเรื่องภูมิปัญญาท้องถ่ินเราได้นำเสนอภาพ
ความงดงามเหล่านั้น ใต้ถุน ข่วง ชาน และอื่นๆเพื่อนำความงดงามนี้มาประยุกต์ใช้ในบ้านหลังนี้ จนที่สุดได้แบบบ้านเฮือนธรรมออกมา
อย่างไรก็ตามงานของสถาปนิกยังไม่จบ เราต้องขึ้นไปอยู่เชียงใหม่เพื่อดูแลงานก่อสร้างเป็นเวลา ๑๕ วันต่อเดือนจนกว่าบ้านจะเสร็จ ในเวลานั้นสถาปนิกต้องอยู่เพื่อเรียนรู้เจ้าของบ้าน ปรับเปลี่ยนบ้านเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตที่แท้จริงของเขา ทุกขั้นตอนในการทำบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านจะเข้ามามีส่วนร่วมตลอดเวลา เช่นเดียวกับสถาปนิกที่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง การหาข้อมูล การออกแบบ การประสานงาน การดูแลเรื่องงบประมาณ ที่สุดการเอาตัวลงไปทำงานอย่างแท้จริง ก็ช่วยคลี่คลายความกลัวและความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นได้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้มิตรภาพมากมายของผู้คนที่สถาปนิกเข้าไปเกี่ยวข้อง
สถาบันอาศรมศิลป์
ที่ตั้ง : ๙/๑๓ ซอย ๓๓ ถนนพระราม ๒ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร
การเรียนรู้จากการออกแบบสถาบันอาศรมศิลป์
การเรียนรู้ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการออกแบบและก่อสร้างอาคารจริง คือสถาบันอาศรมศิลป์ มีผู้ใช้งานจริงคือคณาจารย์ นักศึกษา และสถาปนิกชาวอาศรมศิลป์ มีสถานที่ที่อยู่ในบริบทจริง คือซอยวัดยายร่ม ถนนพระรามสองในสภาพแวดล้อมจริงที่มีทั้งต้นไม้ ลำกระโดง ทะเลสาบ ท้องฟ้า สายลม และสายฝน สิ่งเหล่านี้ทำให้ได้เรียนรู้ที่จะใช้จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเป็นจริง ผลที่ตามมาก็คือความคิดเหล่านั้นประกอบด้วยประโยชน์จริงๆ ยกตัวอย่างเช่นในตอนเริ่มต้นที่เราอยากจะหาว่าอาศรมศิลป์ควรเป็นอย่างไรเราไม่ได้คิดแทนผู้ใช้อาคาร แต่เราให้ผู้ใช้่อาคารได้แสดงความคิดเห็น โดยผ่านรูปแบบที่เลือกมาอย่างตั้งใจ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ความคิดดังกล่าวก็กลายมาเป็นรูปธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และจะส่งผลให้มีชีวิตยู่ในอาคารได้อย่างมีความสุข
นอกจากนี้กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น ทำให้เรามีความรู้ที่กว้างขวางไม่คับแคบซึ่งจำเป็นต่อการทำงานใดๆก็ตามใ ห้สำเร็จลุล่วงไปได้ ดังตัวอย่างเช่น ความรู้เรื่องการออกแบบอาคารแม้จะเป็นส่วนสำคัญมาก แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทำงานจริง อย่างไรก็ตาม เราจำเป็นต้องรู้เรื่องอื่นที่มากกว่าการออกแบบเช่น การบริหารจัดการ การเงิน การควบคุมการก่อสร้าง การสร้างความเป็นทีม ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้ต่างๆเหล่านี้ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการที่ทำให้เรารู้ว่า ควรจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไหร่ เห็นได้ชัดคือ เมื่อก่อนนั้นเราถนัดเรื่องการออกแบบอย่างเดียว ส่วนงานอื่นๆ มักจะมีคนมาจัดการให้ตลอด เมื่อได้ลองมาทำงานในโครงการจริง เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น งานล่าช้าหรือ ใช้ทรัพยากรมากเกินความจำเป็น ต่อมาเราได้เรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการเพิ่มมากขึ้น ข้อผิดพลาดต่างๆก็น้อยลงเป็นลำดับ อีกประการหนึ่ง การเผชิญกับปัญหาจริงและทำให้เราเข้มแข็งขึ้น มีความสุขมากขึ้นเพราะเราแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้กลัวปัญหาน้อยลง กล้าที่จะเดินไปเผชิญปัญหามากยิ่งขึ้น
๓. การสื่อสารเพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้
ยกระดับการสื่อสารให้มีสถานภาพเป็นเครื่องมือสร้างความรู้ ที่เกิดจากระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ๒ ทาง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เคยเป็นกระบวนการผลิตสื่อสำเร็จรูป เพื่อกระตุ้นและสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งมีผลต่อค่านิยมของคนส่วนใหญ่ให้มีสถานะเป็นเพียงผู้เสพสื่อเท่านั้น มาสู่การเป็นกระบวนการสื่อสารที่ช่วยหล่อหลอมสังคม ฐานความรู้ของคนทั้งมวลอย่างกว้างขวาง
การสื่อสารดังกล่าวเกิดจากการฝึกทักษะ “การสื่อ”ที่มีประสิทธิภาพตั้งแต่วัยเด็ก เช่น สามารถระบุความรู้ได้ด้วยตนเอง ถ่ายทอดและนำเสนออย่างเป็นระบบไปยังผู้อื่นอย่างมีเป้าหมายพร้อมทั้งได้สาระสำคัญ และเป็นผู้เปิดรับฟังผู้อื่น ด้วยการยอมรับและประสานความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ตนเองได้รับข้อมูลชั้นดี ที่เป็นอาหารให้กับปัญญาได้
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างพื้นที่สื่อสารสาธารณะให้เป็นเวทีเปิด เปรียบเสมือนการสื่อสารกันของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายเรา ซึ่งไวต่อการรับส่งข้อมูลข่าวสารกันอย่างทั่วถึงและสดตลอดเวลา
เมื่อผนวกทั้งกันระหว่างทักษะของบุคคลกับระบบการจัดการสื่อสาร ๒ ทาง เราคงได้ผล ๒ ประการคือ ๑.เกิดเวทีการแลกเปลี่ยนพัฒนาความรู้ที่เกิดจากบุคคลอย่างหลากหลาย ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่สามารถเกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยลำพัง ๒.เกิดค่านิยมที่ยกย่องคนไทยด้วยกันเอง เพราะต่างให้ความนับถือใน”ความรู้มือหนึ่ง” ที่ผลิตขึ้นมาของสังคมเราเอง ซึ่งหมายถึงการที่จะช่วยให้เกิดสังคมฐานความรู้ขึ้นได้ง่ายอีกทางหนึ่ง










